ประสบการณ์จากความมืด ประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่ ไม่ได้มีแต่ในห้องเรียน

 “The concept of Dialogue in the Dark and its related trademarks are the intellectual property of Dialogue Social Enterprise GmbH.”

ปากประตูบานนั้น มันช่างสว่างเสียเหลือเกิน สว่างอย่างที่ผมไม่เคยรู้สึกมาก่อน มันอบอุ่น ไม่อึดอัด ที่จริงแล้วมันก็เป็นเพียงประตูธรรมดาที่ผมเองก็ได้เห็นมาก่อนแล้ว แม้ผมจะไม่ได้สังเกตมันตั้งแต่แรก แต่ผมก็แน่ใจว่ามันเป็นประตูที่ปกติทุกอย่าง ไม้เท้าที่ผมวาดไปตามพื้นอย่างสะเปะสะปะเมื่อตอนที่อยู่ในนั้น บัดนี้มันไม่ได้มีความจำเป็นสำหรับผมสักเท่าไหร่ แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่ใหญ่ ๆ นั้นทำให้ผมเห็นคุณค่าของไม้เท้าเล็ก ๆ มันเปรียบเหมือนฟางเส้นน้อยของคนที่กำลังจะจมน้ำจริง ๆ ผมมั่นใจว่ามันเป็นเหตุการณ์ที่ต้องเกิดขึ้นกับทุก ๆ คนที่ผ่านประสบการณ์แบบผม ประสบการณ์จากความมืด
แรกทีเดียว ผมเป็นหนึ่งในทีมงานที่ต้องสร้างสรรค์ประสบการณ์จากความมืดที่ว่า ให้คนทั่วไปได้มาสัมผัส และต้องทำการทดลองด้วยตัวเองก่อน ที่นั่น ผมแทบจะนึกไม่ออกว่าผมจะเจออะไรที่มันอยู่ข้างในนั้น ผมจินตนาการไปต่าง ๆ นานา และเตรียมพร้อมที่จะต้องปรับประสาททุกส่วนเพื่อทดแทนประสาทตาที่ถูกสถานการณ์บังคับไม่ให้มันทำงานได้ตามปกติ เจ้าหน้าที่คนหนึ่งสอนผมถึงเรื่องการใช้ไม้เท้าอันเล็ก ๆ และบอกผมว่า เมื่อผมผ่านม่านดำข้างหน้านี้เข้าไป ผมจะไม่สามารถมองเห็นอะไรด้วยตาได้
จนกว่าจะออกมา ตอนนี้เขาขอให้ผมตัดสินใจอีกครั้งก่อนที่เขาจะพาผมเข้าไป

 

did1

 

                                                                   


ในนั้นมันมืดสนิทจริง ๆ ผมเริ่มรับรู้ถึงความรู้สึกหวั่นไหวไปต่าง ๆ นานา สักครู่ผมก็ได้ยินเสียงคนที่พาผมเข้ามาบอกให้ผมรออยู่ที่ตรงนั้นแล้วเสียงฝีเท้าเขาก็จากไป ผมรู้สึกลังเลก่อนที่จะได้ยินเสียงต้อนรับเป็นภาษาอังกฤษจากผู้หญิงคนหนึ่ง เธอแนะนำตัวเธอชื่อแดเนลล่าเป็นชาวบัลแกเรีย จากนั้นเราก็เริ่มทำความรู้จักกัน เธอให้ผมเดินตามเสียงต่าง ๆ รวมทั้งเสียงของเธอ “ใช้ไม้เท้าให้เป็นประโยชน์และไม่ต้องกังวล เพราะตลอดทางที่เราจะเดินไปนั้นจะเต็มไปด้วยสิ่งแวดล้อมที่คุณคุ้นเคยมาก่อนทั้งนั้น” เธอกล่าวอย่างเรียบง่าย แต่นั่นกลับยิ่งทำให้ผมกังวลหนักเข้าไปอีก อะไรคือสิ่งแวดล้อมที่ผมคุ้นเคย สมองผมสร้างภาพไปมากมาย
ดูเหมือนว่าความมืดกับความเงียบเป็นของคู่กัน ตอนนี้ภาพต่าง ๆ ปรากฏขึ้นมาในห้วงความคิดผมเต็มไปหมด ผมจะเจออะไรบ้าง เดินชนอะไรไหม ช่องทางแคบ ๆ ที่ผมใช้ไม้เท้าสัมผัสได้ ยิ่งทำให้ผมรู้สึกอึดอัด “เดินผ่านเสียงของฉันไปนะ” เสียงเธอพูด ผมทำตามอย่างง่ายดาย เมื่อผ่านเสียงเธอไป ผมรู้สึกได้ว่ามันไม่มีผนังให้ผมคลำเพื่อกะระยะอีกต่อไปแล้ว ผมวาดมือไปทั่ว แต่ไม่สัมผัสอะไรเบื้องหน้าเลย มันเหมือนผมยืนอยู่คนเดียวท่ามกลางความเวิ้งว้างรอบตัว เธอเริ่มชวนคุย ให้ผมฟังเสียงนก เสียงน้ำ ซึ่งผมรู้ว่ามันเป็นนกอะไรแต่มันแปลกกว่าที่ผมเคยได้ยินมา กลิ่นของดอกไม้หอม หญ้าที่พื้น ไอดินที่ผมยืนอยู่กลับทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายและจินตนาการถึงความดำรงอยู่อย่างงดงามของมัน เธอบรรยายให้ผมฟังมากมายว่าทางโน้นมีต้นไม้ชนิดไหนแต่ผมก็ไม่วายจะเดินชนโน่นบ้างนี่บ้างตลอดทาง เหมือนเธอรู้ว่าผมเริ่มระแวง เธอบอกให้ผมลองเปิดประสาทสัมผัสอื่น ๆ ให้มากขึ้น สมาธิผมเริ่มจับไปสู่ปลายเท้า ข้อมือ หู และผิวหนังอย่างน่าแปลก ที่แปลกก็คือ ผมไม่เคยได้รู้สึกอย่างนี้มาก่อน ความรู้สึกตื่นตัวของร่างกาย หรือนี่จะเป็นความรู้สึกที่ชดเชยให้กับความมืด ผมก็ยังไม่รู้ได้ แต่ที่ผมได้รู้แล้วแน่ ๆ คือจินตนาการของมนุษย์นั้นยิ่งใหญ่ยิ่งนัก ภาพในหัวผมยามที่ต้องสัมผัสสิ่งใดสิ่งหนึ่งในความมืดนั้นเป็นภาพที่ใหญ่โต เพราะผมไม่มีอะไรมาทำให้ไขว้เขว ตั้งสติแต่สิ่งที่มองไม่เห็นตรงหน้าเท่านั้น
ตลอดทางเธอชวนคุย ให้ผมลองจับ ลูบ คลำ ดม สิ่งต่าง ๆ รอบ ๆ มากมาย สิ่งที่ผมคิดขึ้นมาอย่างหนึ่งก็คือ เธอเตรียมการมาอย่างดีที่สุด รู้ว่าอะไรอยู่ที่ไหน คงเปิดไฟเดินดูอย่างคล่องแคล่วแล้วหลายรอบ เพราะผมไม่ได้ยินเสียงไม้เท้าของเธอเลย เธอพาผมผ่านมาตรงที่ที่เธอเรียกมันว่า ตลาด ลองให้ผมหาโทรศัพท์สาธารณะในนั้นแล้วกดหาใครสักคน ลองเดาดูว่าผลไม้ที่วางขายในนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร คืออะไร บางอย่างผมก็แปลกใจเมื่อเธอเฉลยให้ฟัง เพราะมันไม่เหมือนกับสิ่งที่ผมเคยเห็น เธอให้ผมเดินตามเสียงมาถึงสถานที่หนึ่ง มีเสียงเพลงเบา ๆ อากาศเย็น ๆ เธอบอกว่านี่เป็นบาร์ ผมรู้สึกงงเล็กน้อย ในที่มืดอย่างนี้มีบาร์ด้วยเหรอ มันหน้าตาอย่างไรเหมือนที่ผมเคยเห็นหรือเปล่า ผมยังงงไม่เสร็จก็มีเสียงทักทายขึ้นจากตรงหน้าผมว่า “ยินดีต้อนรับ ท่านจะดื่มอะไรดี” แน่นอน ผมมองไม่เห็นใครอยู่ตรงหน้า แต่เสียงนี้ไม่ได้มาจากเครื่องเสียงเป็นแน่ บริกรบรรยายให้ฟังว่ามีเครื่องดื่มอะไรบ้าง ราคาเท่าไหร่ ผมเลือกเป็นกาแฟ 1 แก้ว บริกรให้ผมวางมือบนเคาเตอร์ด้านหน้าของผม ควานดูสักครู่ผมก็เจอจริง ๆ ผมวางมือนิ่งสักพักก็มีอีกมือมาจับแล้วส่งกาแฟให้พร้อมกับเรียกรับเงินค่าเครื่องดื่ม ผมจ่ายไปโดยให้บริกรทอนให้ผม จากธนบัตรที่เขาได้รับ เขาบอกได้ทันทีว่ามันราคาเท่าไหร่ ต้องทอนผมเท่าไหร่ ผมรับเงินทอนอย่างไม่ค่อยมั่นใจว่าจะถูกต้องนักเพราะผมเองก็ไม่รู้ เสียงเรียกของแดเนลล่าดังออกไปไกลจากตัวผมมาก เธอชวนให้ผมเดินผ่านโต๊ะมานั่งที่โซฟากับเธอ ตรงนี้ค่อนข้างลำบาก ดูเหมือนว่าที่นี่เป็นบาร์จริง โต๊ะเก้าอี้เกะกะเต็มไปหมด ผมเรียกเธอเป็นระยะเพื่อประเมินระยะและทิศทาง โซฟาและกาแฟช่วยทำให้ผมผ่อนคลายมากขึ้น

did2
การดื่มกาแฟกลายเป็นเรื่องยากขึ้นมาในเวลานี้ มันไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผมที่จะดื่มกาแฟที่มองไม่เห็น หลังจากผ่านการกะระยะของแก้วถึงปากผมอย่างยากเย็น ผมก็เริ่มดื่มมันได้ง่ายขึ้น เราสนทนากันอย่างมากมาย เรื่องความรู้สึกในความมืด ตรงนี้เองผมได้ทราบว่าเธอชินกับสถานที่นี้แล้วจึงเดินโดยไม่ต้องใช้ไม้เท้าได้อย่างสบาย ผมไม่แปลกใจนัก ดูแล้วก็ตรงกับข้อสันนิษฐานของผม

เจ้าหน้าที่คนเดิมพาผมออกจากประตู ปากประตูบานนั้น มันช่างสว่างเสียเหลือเกิน สว่างอย่างที่ผมไม่เคยรู้สึกมาก่อน มันอบอุ่น ไม่อึดอัด ที่จริงแล้วมันก็เป็นเพียงประตูธรรมดาที่ผมเองก็ได้เห็นมาก่อนแล้ว แม้ผมจะไม่ได้สังเกตมันตั้งแต่แรก แต่ผมก็แน่ใจว่ามันเป็นประตูที่ปกติทุกอย่าง ไม้เท้าที่ผมวาดไปตามพื้นอย่างสะเปะสะปะเมื่อตอนที่อยู่ในนั้น บัดนี้มันไม่ได้มีความจำเป็นสำหรับผมสักเท่าไหร่ แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่ใหญ่ ๆ นั้นทำให้ผมเห็นคุณค่าของไม้เท้าเล็ก ๆ มันเปรียบเหมือนฟางเส้นน้อยของคนที่กำลังจะจมน้ำจริง ๆ สายตาผมเริ่มปรับสู่แสงสว่างได้ดีขึ้นแล้ว ผมหันกลับไปยังประตูนั้นอีกครั้งเพื่อที่จะขอบคุณแดเนียลล่าที่พาผมสัมผัสกับประสบการณ์ที่ผมไม่เคยได้รับมาก่อน ผมเห็นแดเนียลล่ายืนอยู่ตรงปากประตู ผมนิ่งไปชั่วขณะไม่ใช่จากคำขอบคุณที่เธอให้กับผมก่อน แต่จากดวงตาที่มองมายังผม เธอตาบอด ! ผมเดินกลับไปยังประตูยื่นมือให้พร้อมกับกล่าวขอบคุณ เธอพยักหน้ารับอย่างยิ้มแย้ม ผมจับมือเธอขึ้นมากุมไว้ คนที่ผมสนทนาด้วยในความมืดสนิทเมื่อสักครู่นี้ ตาบอดจริง ๆ ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่เธอบรรยายให้ฟังนั้น เธอรู้จักมันได้อย่างไร เธอจะมีจินตนาการถึงความงดงามของดอกไม้ที่มองไม่เห็นได้เหมือนผมหรือเปล่า ดอกไม้สีแดงของเธอเป็นอย่างไร กับอีกหลายคำถามที่ผุดขึ้นมาในหัวของผมมากมายนั้น เธอบอกผมเพียงแค่ ‘เราอยู่บนโลกใบเดียวกันนะ’

IMG 27267

ในทีมงานของเราทุกคนต่างทึ่งในความสามารถของพวกเขาเหล่านั้น พวกเราร่วมงานกันอย่างน่าประทับใจ แดเนลล่า เป็นผู้ฝึกคนนำชมให้กับเราพร้อมกับครูฝึกที่เป็นผู้ชายอีกคน แอนโตนิโอ ชาวอิตาลี ผู้ซึ่งหลายคนไม่เชื่อในสิ่งที่เห็นว่าเขาจะเป็นคนตาบอดจริง ๆ ตอนที่ผมพบเขาครั้งแรกที่สนามบินสุวรรณภูมิ เขาเดินปร๋อไม่ใช้ไม้เท้า นำเจ้าหน้าที่ท่าอากาศยานออกมา เจ้าหน้าที่คนนั้นถามเขาเป็นภาษาอังกฤษว่า “กระเป๋าเดินทางคุณที่หายไป สีอะไร” เจ้าหน้าที่คนนั้นตกใจมากหลังจากที่รู้ภายหลังว่า แอนโตนิโอ เป็นผู้พิการทางสายตาซึ่งเขาไม่ควรถามอย่างนั้น แต่ที่ผมทึ่งมากกว่านั้นคือคำตอบของแอนโตนิโอ “สีเงิน มีล้อสี่ล้อ” ผมเชื่ออย่างไม่มีข้อสงสัยว่านิทรรศการชุดนี้จะต้องติดตรึงความประทับใจให้กับทุกคนที่ได้ผ่านประสบการณ์นี้อย่างแน่นอน ประสบการณ์ในความมืด Dialogue in the Dark (DID)

นิทรรศการ ประสบการณ์ในความมืด หรือ Dialogue in the Dark เป็นนิทรรศการชั่วคราวที่ อพวช. ได้สิทธิ์การจัดนิทรรศการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย นิทรรศการชุดนี้จัดแสดงมาแล้วกว่า 35 ประเทศทั่วโลก สำหรับประเทศไทยเปิดให้บริการที่จัตุรัสวิทยาศาสตร์ ชั้น 4 อาคารจามจุรีสแควร์ สามย่าน กรุงเทพฯ โดยมีไกด์พิเศษที่ถูกฝึกมาเป็นอย่างดีคอยต้อนรับ เปิดให้บริการเป็นรอบ รอบละประมาณ 1 ชั่วโมง และสามารถจองรอบล่วงหน้าได้

 LOGO DSE

สามารถโทรสอบถามข้อมูลได้ที่ 02 160 53560
จัตุรัสวิทยาศาสตร์ อพวช. ชั้น 4 อาคารจัตุรัสจามจุรี  

Read 8268 times Last modified on วันจันทร์, 08 พฤษภาคม 2560 17:23