พรก.การจัดตั้ง

 

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
                                                     ให้ไว้ ณ วันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2538
                                                            เป็นปีที่ 50 ในรัชกาลปัจจุบัน


               พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่าโดยที่เป็นการสมควร จัดตั้งองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ โดยอาศัยอำนาจตามความมาตรา 175 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ. 2496 จึงทรง พระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชกฤษฏีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
 

มาตรา 1 พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า "พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ

พ.ศ. 2538 

มาตรา 2 พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใชบังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป    

มาตรา 3 ในพระราชกฤษฎีกานี้ "พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์" หมายความว่า สถานที่เก็บรวบรวมวัตถุ วัสดุอ้าง

อิงสิ่งประดิษฐ์ จำแนกประเภท วัตถุ บันทึกหลักฐาน สงวนรักษาและแสดงหรือจัดให้มีการแสดงสิ่งต่าง ๆ

ที่มีความสำคัญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งกิจกรรมอื่นที่เกี่ยวเนื่องเพื่อให้ประชาชนเกิดความ

เข้าใจหรือกระตุ้นให้เกิดความเข้าใจด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในอดีตปัจจุบันและอนาคต

"องค์การ" หมายความว่า องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ

"คณะกรรมการ" หมายความว่า คณะกรรมการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ

"ผู้อำนวยการ" หมายความว่า ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ

"พนักงาน" หมายความว่า พนักงานขององค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติและให้รวมถึงผู้อำนวยการด้วย

"ลูกจ้าง" หมายความว่า ลูกจ้างขององค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ

"รัฐมนตรี" หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้


มาตรา 4 ให้จัดตั้งองค์การขึ้นองค์การหนึ่ง เรียกว่า "องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ" เรียกโดยย่อ

ว่า "อพวช." และให้ชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า "National Science Museum" เรียกโดยย่อว่า "NSM" 

มาตรา 5 ให้ อพวช. มีสำนักงานใหญ่อยู่ในจังหวัดปทุมธานี และจะจัดตั้งสำนักสาขาหรือ ตัวแทนขึ้น ณ ที่

ใดภายใน หรือภายนอกราชอาณาจักรก็ได้  แต่การจัดตั้งสาขาภายนอกราชอาณาจักรต้องได้รับอนุมัติจาก

รัฐมนตรีก่อน 

มาตรา 6 องค์การมีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ 
(1)  ดำเนินการส่งเสริมและแสดงกิจกรรมหรือผลงานสิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อให้

ความรู้และความบันเทิงแก่ประชาชน
(2)  ดำเนินการรวบรวมวัตถุ จำแนกประเภทวัตถุ จัดทำบันทึกหลักฐานและสงวนรักษาผลงาน สิ่งประดิษฐ์

ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อประโยชน์ในการศึกษา วิจัย และความก้าวหน้าทางวิชาการ 
(3)  ดำเนินการส่งเสริมการวิจัยการให้บริการด้านวิชาการและนิทรรศการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

แก่หน่วยงานของรัฐและเอกชน 
(4)  จัดนิทรรศการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งกิจการอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์และ

เทคโนโลยี 
(5)  เป็นศูนย์รวมทางด้านข้อมูลและวิชาการเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และให้บริการ

ที่เกี่ยวเนื่องแก่หน่วยงานของรัฐและเอกชนตามความเหมาะสม

(6)  ร่วมมือกับองค์กรอื่นทั้งในและต่างประเทศ เพื่อประโยชน์ในด้านการพัฒนาพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์

(7)  ดำเนินกิจกรรมหรือธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ 

มาตรา 7 อพวช. มีอำนาจ หน้าที่กระทำการต่าง ๆ ภายในวัตถุประสงค์ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 6 อำนาจ

หน้าที่เช่นว่านี้ให้ รวมถึง

(1)  ถือกรรมสิทธิ์ หรือสิทธิครอบครอง หรือมีทรัพย์สิทธิต่าง ๆ สร้าง ซื้อ จัดหา ขาย จำหน่าย เช่า ให้เช่า

เช่าซื้อ ให้เช่าซื้อ ยืม ให้ยืม รับจำนำ รับจำนอง แลกเปลี่ยน โอน รับโอน หรือดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับ

ทรัพย์สินทั้งภายในและภายนอกราชอาณาจักร ตลอดจน รับทรัพย์สินซึ่งมีผู้อุทิศให้

(2)  ว่าจ้างหรือรับจ้างทำกิจการที่เกี่ยวกับกิจการของ อพวช.

(3)  รับค่าตอบแทนหรือค่าบริการภายในอำนาจหน้าที่ของ อพวช.

(4)  กู้ยืมเงิน ให้กู้ยืมเงิน โดยมีหลักประกันด้วยบุคคลหรือทรัพย์หรือลงทุนเพื่อประโยชน์แก่กิจการของ อพวช.

(5)  เข้าร่วมกิจการหรือร่วมทุนกับบุคคลอื่น หรือถือหุ้นในบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชน จำกัด เพื่อ

ประโยชน์แก่กิจการของ อพวช.

(6)  กำหนดหลักเกณฑ์และมาตรฐานในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ของเอกชน โดยประกาศในราช

กิจจานุเบกษา

(7)  กำหนดอัตราการให้บริการและความสะดวกต่าง ๆ ค่าธรรมเนียม ค่าบำรุง ตลอดจนผลประโยชน์จาก

การดำเนินกิจการของ อพวช. และจัดระเบียบเกี่ยวกับวิธีชำระราคาและค่าบริการ

(8)  จัดระเบียบเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้และรักษาทรัพย์สินของ อพวช.

(9)  ออกพันธบัตรหรือตราสารอื่นใดเพื่อการลงทุน 

มาตรา 8 ทุนของ อพวช. ประกอบด้วย

(1)  เงินที่รัฐบาลจ่ายให้เป็นทุนประเดิมจำนวนสิบล้านบาท

(2)  เงินที่รัฐบาลจ่ายเพิ่มเติมให้เป็นคราว ๆ เพื่อดำเนินงานหรือขยายกิจการ

(3)  เงินหรือทรัพย์สินที่ได้รับโอนมาตามมาตรา 37

(4)  เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้

(5)  ดอกผลของเงินและทรัพย์สินตาม (1) (2) (3) และ (4)
 

มาตรา 9 เงินสำรองของ อพวช. ให้ประกอบด้วยเงินสำรองธรรมดาซึ่งตั้งไว้เผื่อขาดเงินสำรองเพื่อไถ่ถอน

หนี้เงินสำรองเพื่อขยายกิจการ และเงินสำรองอื่น ๆ เพื่อความประสงค์แต่ละอย่างใดเฉพาะตามที่คณะกรรมการเห็นสมควรเงินสำรองจะนำออกใช้ได้ก็แต่โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ
 

มาตรา 10 รัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่กำกับโดยทั่วไปซึ่งกิจการของ อพวช. และเพื่อประโยชน์ในการนี้

รัฐมนตรีมีอำนาจเรียกประธานกรรมการ กรรมการผู้อำนวยการ พนักงานหรือลูกจ้างมาชี้แจงข้อเท็จจริง

แสดงความเห็นให้ทำรายงานอื่น สั่งให้กระทำหรือยับยั้งการกระทำใด ๆ เพื่อให้เป็นไปตามนโยบาย

ของรัฐบาลหรือมติคณะรัฐมนตรี ตลอดจนมีอำนาจที่จะสั่งสอบสวนข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการดำเนิน

กิจการได้


มาตรา 11 ให้มีคณะกรรมการการบริหารกิจการของ อพวช. คณะหนึ่งเรียกว่า "คณะกรรมการองค์การ

พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ" ประกอบด้วย ประธานกรรมการ ผู้แทนกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี

และสิ่งแวดล้อม ผู้แทนกระทรวงการคลัง และกรรมการอื่นอีกไม่น้อยกว่าห้าคนแต่ไม่เกินเจ็ดคน และให้ผู้

อำนวยการเป็น กรรมการและเลขานุการให้คณะรัฐมนตรีเป็นผู้แต่ง ตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่น

 

มาตรา 12 ผู้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ กรรมการของ อพวช. ต้อง ไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในธุรกิจที่

กระทำกับ อพวช. หรือในธุรกิจที่เป็นการแข่งขันกับกิจการของ อพวช. ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทาง

อ้อม เว้นแต่เป็นผู้ถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนที่ จำกัดความ รับผิดในกิจการเช่นว่านั้น หรือเป็นประธานกรรมการ

กรรมการผู้จัดการ หรือผู้ดำเนินการ โดยการมอบหมายของ อพวช. ในกิจการตามมาตรา 7 (5)

 

มาตรา 13 ให้ประธานกรรมการและกรรมการซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งอยู่ในตำแหน่งคราวละสามปี          

           ในกรณีที่ประธานกรรมการหรือกรรมการซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ หรือใน

กรณีที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการเพิ่มขึ้นในระหว่างที่กรรมการซึ่งแต่งตั้งไว้แล้วยังมีวาระอยู่ใน

ตำแหน่งให้ผู้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่าง หรือเป็นกรรมการเพิ่มขึ้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่

ของกรรมการซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว

            เมื่อครบกำหนดตามวาระ ในวรรคหนึ่ง หากยังมิได้มีการแต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการขึ้น

ใหม่ให้ประธานกรรมการ หรือกรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระนั้น อยู่ในตำแหน่งเพื่อดำเนินงานต่อไป

จนกว่าประธานกรรมการหรือกรรมการซึ่งได้รับ แต่งตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่

            ประธานกรรมการหรือกรรมการ ซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่ไม่เกินสอง

วาระติดต่อกัน

 

มาตรา 14 นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา 13 ประธานกรรมการหรือกรรมการซึ่งคณะ

รัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่งเมื่อ 
(1)  ตาย

(2)  ลาออก

(3)  คณะรัฐมนตรีให้ออกเพราะมีความประพฤติเสื่อมเสีย

(4)  เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ

(5)  ขาดการประชุมคณะกรรมการเกินสามครั้งติดต่อกัน โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

(6)  มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 12 หรือขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามกฏหมายว่าด้วย

คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ

 

มาตรา 15 ประธานกรรมการและกรรมการย่อมได้รับประโยชน์ตอบแทนตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

มาตรา 16 เพื่อประโยชน์แห่งกิจการของ อพวช. ให้คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อ

ดำเนินกิจการอย่างหนึ่งอย่างใดของ อพวช. และกำหนดค่าตอบแทนอนุกรรมการได้

มาตรา 17 คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่วางนโยบายและควบคุมดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการของ อพวช. และ

มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ด้วย

(1)  วางข้อบังคับหรือระเบียบเพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามมาตรา 6 และมาตรา 7

(2)  วางข้อบังคับการประชุมและการดำเนินกิจการของคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการ

(3)  วางข้อบังคับว่าด้วยการบรรจุ การแต่งตั้ง การเลื่อนขั้นเงินเดือน หรือค่าจ้างการลดขั้นเงินเดือน และ

การออกจากตำแหน่ง อัตราเงินเดือน ค่าจ้างและเงินบำเหน็จ วิจัย การลงโทษและ การอุทธรณ์การลง

โทษพนักงานและลูกจ้าง

(4)  วางข้อบังคับเกี่ยวกับการจัดแบ่งส่วนรวม และการบริหารงานต่างๆ ของ อพวช.

(5)  วางข้อบังคับเกี่ยวกับการปฏิบัติงานและการเงินของ อพวช.

(6)   กำหนดอัตราดอกเบี้ย ค่าภาระ ค่านายหน้า และค่าดำเนินธุรกิจต่างๆ ตลอดจนวิธีการชำระราคาและค่า

บริการของ อพวช.

(7)  วางข้อบังคับว่าด้วยการจ่ายค่าพาหนะและเบี้ยเลี้ยงเดินทาง ค่าเช่าที่พักค่าล่วงเวลาและการจ่ายเงินอื่น

(8)  กำหนดสัญลักษณ์และเครื่องหมายของ อพวช.

(9)  วางระเบียบว่าด้วยเครื่องแบบผู้อำนวยการ พนักงานและลูกจ้าง

(10)  วาข้อบังคับเกี่ยวกับความปลอดภัย การใช้และการรักษาทรัพย์สินของ อพวช.

(11)  วางระเบียบว่าด้วยการร้องทุกข์ของพนักงานและลูกจ้าง

(12)  แต่งตั้งที่ปรึกษาของคณะกรรมการ

(13)  วางข้อบังคับเกี่ยวกันกองทุนสงเคราะห์หรือการสงเคราะห์อื่น เพื่อสวัสดิการของผู้ปฏิบัติงานใน

อพวช. และครอบครัว ด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี

(14)  วางข้อบังคับหรือระเบียบอันจำเป็นเพื่อให้กิจการของ อพวช. ดำเนินไปโดยเรียบร้อยข้อบังคับหรือ

ระเบียบเกี่ยวกันการ ปฏิบัติงานหรือการเงินที่คณะกรรมการกำหนดขึ้น ถ้ามีข้อความจำกัดอำนาจของผู้

อำนวยการในการทำนิติกรรมไว ้ประการใด ให้ประกาศข้อความเช่นว่านั้นใน ราชกิจจานุเบกษา

 

มาตรา 18 ให้คณะกรรมการเป็นผู้แต่งตั้งผู้อำนวยการด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี และกำหนดอัตราเงิน

เดือนของผู้อำนวยการด้วความ เห็นชอบของคณะรัฐมนตรี


มาตรา 19 ผู้อำนวยการต้อง

(1)  มีความรู้ความสามารถในการบริหารกิจการของ อพวช.

(2)  ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 12

(3)  มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฏหมายว่าด้วยคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและ

พนักงานรัฐวิสาหกิจ

 

มาตรา 20 ผู้อำนวยการพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ

(1)  ตาย

(2)  ลาออก

(3)  คณะกรรมการให้ออกด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี เพราะบกพร่องต่อหน้าที่หรือมีความประพฤติเสื่อม

เสีย หรือหย่อนความสามารถ

(4)  เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ

(5)  ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 19

 

มาตรา 21 ผู้อำนวยการมีหน้าที่บริหารกิจการของ อพวช. ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ของ

อพวช. และตามนโยบายระเบียบ หรือข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนด และมีอำนาจบังคับบัญชาพนักงาน

และลูกจ้างทุกตำแหน่งผู้อำนวยการ ต้องรับผิดชอบต่อคณะ กรรมการในการ จัดการและดำเนินกิจการของ

อพวช.

 

มาตรา 22 ในกิจการเกี่ยวกับบุคคลภายนอก ให้ผู้อำนวยการเป็นผู้แทนของ อพวช. และในการนี้ผู้อำนวย

การอาจมอบให้บุคคลใด ๆ ปฎิบัติกิจการบางอย่างแทนในเมื่อคณะกรรมการกำ หนดไว้ในข้อบังคับว่าให้

ปฎิบัติแทนกันได้มีอำนาจบังคับบัญชาพนักงานและลูกจ้างทุกตำแหน่งในกรณีที่ข้อบังคับหรือระเบียบซึ่ง

ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาตามมาตรา 17 กำหนดว่า นิติกรรมใดผู้อำนวยการจะกระทำได้ก็แต่โดย

ความเห็นชอบของคณะกรรมการก่อน บรรดานิติกรรมที่ผู้อำนวยการทำขึ้นโดยไม่ได้รับความเห็นชอบ

ดังกล่าวย่อมไม่ผูกพัน อพวช. เว้นแต่คณะกรรมการ จะให้สัตยาบัน

 

มาตรา 23 ผู้อำนวยการมีอำนาจ

      (1)  แต่งตั้ง ถอดถอน เลื่อน ลด ตัดเงินเดือนหรือค่าจ้าง ลงโทษทางวินัยแก่พนักงานและลูกจ้าง ตลอด

จนให้พนักงานหรือลูกจ้างออกจากตำแหน่งตาม ข้อบังคับที่คณะกรรมการ กำหนด แต่ถ้าเป็นพนักงานหรือ

ลูกจ้างตั้งแต่ตำแหน่งที่ปรีกษา รองผู้อำนวยการผู้ช่วยผู้อำนวยการ ผู้จัดการฝ่าย หรือผู้ดำรงตำแหน่ง

เทียบเท่าขึ้นไป จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการก่อน

      (2)  ลงโทษพนักงานหรือลูกจ้างซึ่งกระทำการฝ่าฝืนข้อบังคับหรือระเบียบที่คณะกรรมการกำหนดตาม

มาตรา 17

      (3)  วางระเบียบปฎิบัติเกี่ยวกับกิจการของ อพวช. โดยไม่ขัดหรือแย้งกับข้อบังคับ ระเบียบหรือ

นโยบายที่คณะกรรมการกำหนด

 

มาตรา 24 ในกรณีผู้อำนวยการไม่สามารถปฎิบัติหน้าที่ได้ด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง หรือในกรณีตำแหน่ง

ผู้อำนวยการว่างลงและยังมิได้มีการแต่งตั้งผู้อำนวย การ ให้คณะกรรมการแต่งตั้ง พนักงานคนหนึ่งเป็นผู้

รักษาการให้ผู้รักษาการแทนผู้อำนวยการมีอำนาจและหน้าที่อย่างเดียวกับผู้อำนวยการ เว้นแต่อำนาจและ

หน้าที่ของผู้อำนวยการในฐานะกรรมการของ อพวช. และต้องปฎิบัติกิจการให้อยู่ ภายในแผนงานที่ผู้อำนวย

การกำหนด

 

มาตรา 25 พนักงานและลูกจ้างมีสิทธิร้องทุกข์ได้ตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด

 

มาตรา 26 ให้ อพวช. จัดให้มีกองทุนสงเคราะห์หรือการสงเคราะห์อื่นเพื่อสวัสดิการของผู้ปฎิบัติงานใน

อพวช. และครอบครัวในกรณีพ้นจากตำแหน่ง เจ็บป่วย ประสบอุบัติเหตุ ตาย หรือกรณีอื่นอันควรแก่การ

สงเคราะห์          

          การจัดให้มีกองทุนสงเคราะห์ การออกเงินสมทบในกองทุนสงเคราะห์ การกำหนดประเภทของผู้ที่

จะได้รับการสงเคราะห์จากกองทุนสงเคราะห์ หลักเกณฑ์การสงเคราะห์ การจ่าย เงินสงเคราะห์ตลอดจน

การจัดการเกี่ยวกับกองทุนสงเคราะห์ให้เป็นไป ตามข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนด

 

มาตรา 27 อพวช. จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อนจึงจะดำเนินกิจการดังต่อไปนี้ได้

           (1)  เพิ่มหรือลดทุน

           (2)  กู้ยืมเงินหรือให้กู้ยืมเงินเป็นจำนวนเกินสิบล้านบาท

           (3)  เข้าร่วมกิจการหรือร่วมทุนกับบุคคลอื่น หรือถือหุ้นในบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดตาม

มาตรา 7 (5)

           (4)  ออกพันธบัตรหรือตราสารอื่นใดเพื่อการลงทุน

 

มาตรา 28 ให้ อพวช. จัดทำงบประมาณประจำปีโดยจำแนกเงินที่จะได้รับในปีหนึ่ง ๆ และค่าใช้จ่ายในการ

ดำเนินกิจการ

 

มาตรา 29 รายได้ที่ อพวช. ได้รับจากการดำเนินกิจการให้ตกเป็นของ อพวช. สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการ

ดำเนินกิจการ ค่าภาระต่าง ๆ เช่น ค่าบำรุงรักษา ค่าเสื่อมราคา เงินสำรองตาม มาตรา 9 เงินสมทบกองทุน

สงเคราะห์หรือการสงเคราะห์อื่นเพื่อสวัสดิการของผู้ปฎิบัติงานใน อพวช. และครอบครัวตามมาตรา 17 (13)

และเงินลงทุนรายได้ที่ได้รับในปีหนึ่ง ๆ เมื่อหักค่าใช้จ่ายและค่าภาระดังกล่าวในวรรคหนึ่งแล้วเหลือเท่าใด

ให้นำส่งเป็นรายได้ของรัฐ

           ถ้ารายได้มีจำนวนไม่พอสำหรับค่าใช้จ่ายและค่าภาระดังกล่าวในวรรคหนึ่ง นอกจากเงินสำรองตาม

มาตรา 9 และ อพวช. ไม่สามารถหาเงิน จากทางอื่นได้ รัฐบาลพึงจ่ายเงินให้แก่ อพวช. ตามจำนวนที่จำเป็น

 

มาตรา 30 ให้ อพวช. ทำรายงานปีละครั้งเสนอรัฐมนตรี รายงานนี้ให้กล่าวถึงผลงานของ อพวช. ในปีที่ล่วง

แล้ว และคำชี้แจงเกี่ยวกับนโยบายของคณะ กรรมการ โครงการและแผนงานที่จะจัดทำในภายหน้า

 

มาตรา 31 ให้ อพวช. เปิดบัญชีเงินฝากไว้กับธนาคารที่เป็นรัฐวิสาหกิจหรือธนาคารพาณิชย์ตามที่ได้รับ

ความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง

 

มาตรา 32 ให้ อพวช. วางและรักษาไว้ซึ่งระบบการบัญชีที่เหมาะสมแก่กิจการ แยกตามประเภทงานส่วนที่

สำคัญ มีสมุดบัญชีลงรายการรับและจ่าย เงินทรัพย์สินและหนี้สินที่แสดงกิจการที่ มีอยู่ตามความจริง และ

ตามที่ควรตามประเภทงาน พร้อมด้วย ข้อความอันเป็นเหตุที่มาของรายการดังกล่าว และให้มีการตรวจสอบ

ภายในเป็นประจำ

 

มาตรา 33 ทุกปีให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้สอบบัญชี ทำการตรวจสอบรับรองบัญชีรวมทั้งการเงิน

ทุกประเภท ของ อพวช.

 

มาตรา 34 ผู้สอบบัญชีมีอำนาจตรวจสอบสรรพสมุด บัญชีและเอกสารหลักฐานของ อพวช. และเพื่อการนี้

ให้มีอำนาจสอบถามประธานกรรมการ กรรมการผู้อำนวยการ พนักงานและลูกจ้าง

 

มาตรา 35 ผู้สอบบัญชีต้องทำรายงานว่าด้วยข้อความ คำชี้แจงอันควรแก่การสอบบัญชีที่ได้รับตลอดจน

ความสมบูรณ์ของสมุดบัญชีที่ อพวช. รักษาและต้องแถลงด้วยว่า

           (1)  งบดุลและบัญชีที่สอบนั้นถูกต้องตรงกับสมุดบัญชีหรือไม่เพียงไร

           (2)  งบดุลและบัญชีที่สอบนั้นแสดงการงานของ อพวช. ที่เป็นอยู่ตามจริงและตามที่ควร ตามข้อ

ความคำชี้แจง และความรู้เห็นของผู้สอบบัญชี หรือไม่เพียงไร 

 

มาตรา 36 ภายในหนึ่งร้องห้าสิบวันหลังจากวันสิ้นปีบัญชีของ อพวช. อพวช. ต้องรายงานต่อรัฐมนตรีและ

โฆษณารายงานประจำปีแสดงงบดุล บัญชีทำการและบัญชีกำไรขาดทุนเพียงสิ้นปีบัฐ ชี พร้อมกับรายงาน

ของผู้สอบบัญชี

 

มาตรา 37 ให้กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมดำเนินการให้มีการโอนกิจการ ทรัพย์สิน

สิทธิหนี้และความรับผิดรวมทั้งเงินงบ ประมาณรายจ่ายของสำนักงานปลัดกระทรวงวิทยา ศาสตร์แห่งชาติ

เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม เฉพาะในส่วนที่ เกี่ยวกับราชการของโครงการจัดตั้ง พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์

แห่งชาติ ไปเป็นของ อพวช. โดยไม่ชักช้า

 

มาตรา 38 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมรักษาการตามพระราช

กฤษฏีกานี้

 

 

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

ชวน หลีกภัย

นายกรัฐมนตรี

 

หมายเหตุ: เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฏีกาฉบับนี้ คือ เนื่องจากยังไม่มีองค์กรหรือหน่วยงานที่มี

หน้าที่โดยตรงในการดำเนินงานด้านพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรม สิ่งแวดล้อม

และการพลังงานทำให้การ รวบรวมข้อมูลด้าน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การแสดงนิทรรศการทางวิทยา

ศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อกระตุ้นความสนใจ ตลอดจนให้ความรู้ และความบันเทิงด้าน วิทยาศาสตร์และ

เทคโนโลยี เป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ อันเป็นผลให้เกิด การล่าช้า และไม่ทันต่อสภาพการ เปลี่ยน

แปลงทางเทคโนโลยี ของโลกที่เป็นไปอย่างรวดเร็วในการนี้สมควรจัดตั้งองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์

แห่งชาติขึ้นตามพระ ราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ. 2496 เพื่อดำเนิน งานด้าน

พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้เป็นไป อย่างมีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้อง ตราพระราชกฤษฎีกานี้

 

 

Read 82994 times