การเปลี่ยนแปลงของระดับความมืด-สว่าง ที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของดวงตา ทำให้สมองเราคิดว่าภาพวงกลมข้างบนหมุนวนได้ภาพจาก: http://play.kapook.com/photo/show-65958 ดวงตาของเรามีการเคลื่อนที่ในระดับเล็ก ๆ ตลอดเวลา แม้แต่การที่เราเพ่งจุดสนใจไปที่อะไรบางอย่าง การเคลื่อนไหวของดวงตานี้ช่วยทำให้ภาพที่เราเห็นมีความชัดอยู่เสมอ หากถูกใช้เพ่งมองเป็นเวลานาน เซลล์ที่ไวต่อการรับแสงบนเรตินา (retina) หรือจอประสาทตาอาจจะล้าได้ ถึงแม้การเคลื่อนไหวเล็ก ๆ นี้จะมีประโยชน์ แต่ก็ทำให้เราเห็นการเคลื่อนไหวที่ไม่มีอยู่จริงได้ด้วยลองดูภาพด้านบนนี้ดูสิ อ้างอิงวารสาร Science…
  ภาพจาก: http://www.bloggang.com/data/walk-with-camera/picture/1220019170.jpg อาทิตย์ทรงกลด เกิดจากการที่แสงจากดวงอาทิตย์ เดินทางผ่านบริเวณด้านบนสุดของชั้นโทรโพสเฟียร์ (Troposphere) ซึ่งมีอากาศเย็นจัด จนทำให้ไอน้ำกลายเป็นผลึกน้ำแข็งรูปทรงต่าง ๆ จำนวนมหาศาล ด้วยการตกกระทบและหักเหผ่านผลึกน้ำแข็งทรงหกเหลี่ยมแต่ละก้อน ทำให้เห็นแสงเป็นวงรอบดวงอาทิตย์ มีลักษณะเป็นแถบสีรุ้ง (Spectrum) คล้ายการเกิดรุ้งกินน้ำหลังฝนตก ที่มา: http://www.narit.or.th/index.php/astro-photo/atmosphere-phenomenon/818-sun-halo  
  ภาพจาก: http://need-media.smugmug.com/Graphics/Graphics/i-B4g7Z8z/1/L/Land%2520Breeze-L.jpg ลมบก (Land breeze)ในเวลากลางวันคืน อุณหภูมิน้ำลดลงช้ากว่าพื้นดิน ทำให้อากาศเหนือพื้นน้ำมีอุณหภูมิสูงกว่าเหนือพื้นดิน อากาศเหนือพื้นน้ำที่มีความกดอากาศลดลงจะลอยตัวขึ้นสูง ส่วนอากาศเหนือพื้นดินที่มีอุณหภูมิที่ต่ำกว่าแต่มีความกดอากาศสูงกว่า ทำให้เกิดลมจากแผ่นดินพัดสู่ทะเลหรือเรียกว่าลมบก ที่มา: https://sites.google.com/site/wwwwindwindcom/assignmentsTags: ลมบกเรียบเรียงโดย : นายสรรภัค ตั้งเสงี่ยมวิสัย  
  ภาพจาก: http://wbtv.images.worldnow.com/images/8279471_G.jpgลมทะเล (Sea breeze)ในเวลากลางวัน พื้นดินที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้นเร็วกว่าพื้นน้ำ ทำให้อากาศเหนือพื้นดินมีอุณหภูมิสูงขึ้นตามไปด้วย อากาศเหนือพื้นดินจึงมีความกดอากาศลดลงและลอยตัวขึ้นสูง ส่วนอากาศเหนือพื้นน้ำที่มีอุณหภูมิที่ต่ำกว่าแต่ความกดอากาศสูงกว่าจึงพัดเข้ามาแทนที่ เกิดลมจากทะเลพัดสู่แผ่นดินเรียกว่าลมทะเล นั่นเอง ที่มา: https://sites.google.com/site/wwwwindwindcom/assignmentsTags: ลมทะเลเรียบเรียงโดย : นายสรรภัค ตั้งเสงี่ยมวิสัย  
เนบิวลาเนบิวลาซึ่งมีลักษณะคล้ายกับเมฆแก๊สบาง ๆ และมีขนาดใหญ่หลายปีแสงเหล่านี้แท้จริงแล้วคือกลุ่มฝุ่น แก๊สและพลาสม่าที่รวมตัวกันอยู่ระหว่างดวงดาวอย่างไม่สม่ำเสมอโดยองค์ประกอบส่วนใหญ่ 90% ประกอบไปด้วยอะตอมและโมเลกุลของแก๊สไฮโดรเจนซึ่งเป็นธาตุพื้นฐานในการสร้างสรรพสิ่งต่าง ๆ ในเอกภพ ส่วนที่เหลือเป็นกลุ่มฝุ่นและแก๊สอื่นๆเนบิวลานั้นนอกจากจะมีหลายรูปแบบแล้ว เรายังสามารถแบ่งชนิดออกได้โดยอาศัยภาพที่เรามองเห็น โดยสามารถแบ่งได้ 3 ชนิด ดังนี้1. เนบิวลาเปล่งแสงคือเนบิวลาที่สามารถเปล่งแสงสว่างได้ด้วยตนเอง ซึ่งเกิดขึ้นมาจากการเรืองแสงของแก๊สร้อนที่แตกตัวเป็นไอออนโดยพลังงานโฟตอนซึ่งแผ่มาจากดาวฤกษ์ที่อยู่ภายในหรือใกล้เคียงเนบิวลาชนิดนี้ หรือที่เราเรียกกันว่าปรากฏการณ์ฟลูออเรสเซนต์นั่นเอง ตัวอย่างของเนบิวลาชนิดนี้คือเนบิวลานายพราน (M42) 2.…
หน้าที่ 5 จาก 28