องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) ร่วมกับองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง (สคส.) จัดทำโครงการ “การสร้างความตระหนักเรื่องสุขภาวะทางเพศแก่เยาวชนด้วยการเรียนรู้ตามอัธยาศัย ” ซึ่งมีเป้าหมายในการสื่อสารและสร้างสิ่งแวดล้อมแห่งการเรียนรู้ด้านสุขภาวะทางเพศ ผ่านสื่อการเรียนการสอน และฐานข้อมูล online และเพื่อสนับสนุนครู-อาจารย์ ให้สามารถจัดกระบวนการเรียนการสอนด้านเพศศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้จัดการสัมมนาเรื่อง “การสื่อสารเรื่องเพศกับวัยรุ่น” ขึ้นในภูมิภาคต่างๆ สำหรับเขตภาคใต้ กำหนดจัดการสัมมนาฯ ในวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๕๖ ณ ห้องทานตะวัน (SC1346)       คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง

ปริมาณแอลกอฮอล์เพียงเล็กน้อยก็ทำลายความฉลาดของทารกได้

         นักวิจัยเผยการที่หญิงตั้งครรภ์ดื่มแอลกอฮอล์เพียงเล็กน้อยก็ทำให้ไอคิวหรือความฉลาดของลูกลดลงได้

         จากคู่มือแนะนำการบริโภคแอลกอฮอล์ของประเทศอังกฤษที่อนุญาตให้หญิงตั้งครรภ์ดื่มแอลกอฮอล์ได้เล็กน้อยสัปดาห์ละ 1 หรือ 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 2 หน่วย (1 หน่วยหมายถึง 1 แก้วของเครื่องดื่มแต่ละชนิด เช่น ไวน์ 1 แก้วไวน์, วอดก้า 1 เป๊ก, เบียร์ 1 แก้ว) ซึ่งเป็นปริมาณที่ไม่ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของทารกภายในครรภ์ แต่ ดร.รอน เกรย์ จากมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ เปิดเผยข้อมูลวิจัยล่าสุดว่า "การดื่มแอลกอฮอล์แม้เพียงเล็กน้อยของมารดา ก็ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการด้านความฉลาดหรือระดับไอคิวของทารก" โดยดร.เกรย์ได้ทำการศึกษาโดยทดสอบระดับไอคิวของเด็กอายุ 8 ขวบ จากแม่ทั้งหมด 4,167 คน พร้อมเก็บประวัติและพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างการตั้งครรภ์ของแม่ รวมทั้งข้อมูลดีเอ็นเอของแม่และเด็ก เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการวิเคราะห์ เนื่องจากในร่างกายของคนแต่ละคนจะมีความสามารถในการย่อยทำลายแอลกอฮอล์ออกจากร่างกายได้ไม่เท่ากัน ความสามารถนี้ขึ้นอยู่กับยีน alcohol dehydrogenase โดยหากยีนดังกล่าวมีการกลายพันธุ์ไปมากเท่าไร ความสามารถในการย่อยทำลายแอลกอฮอล์ก็จะน้อยตามไปด้วย นั่นหมายความว่าแอลกอฮอล์จะอยู่ในร่างกายนานขึ้น ทำให้ส่งผลเสียต่อร่างกายมากขึ้น

         จากการศึกษาพบว่าหากมารดาที่มีการดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างการตั้งครรภ์ ระดับไอคิวของลูกขึ้นอยู่กับความสามารถในการย่อยทำลายแอลกอฮอล์ของลูก ไม่ได้ขึ้นกับความสามารถในการย่อยทำลายแอลกอฮอล์ของแม่ โดยพบว่า ระดับไอคิวของเด็กที่มีการกลายพันธุ์ของยีน alcohol dehydrogenase มากกว่า 4 แห่ง จะต่ำลง 3.5 เพราะฉะนั้นข้อมูลในคู่มือแนะนำการบริโภคแอลกอฮอล์จึงไม่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับทุกคนได้ ทางที่ดีที่สุดควรงดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระหว่างตั้งครรภ์ เพื่อป้องกันผลเสียที่จะเกิดขึ้นกับระดับไอคิวของทารก

ศูนย์ข้อมูลข่าวสารด้านวิทยาศาสตร์ อพวช. รายงาน

ที่มา:  http://www.newscientist.com/article/dn22506-moderate-drink-during-pregnancy-can-lower-babys-iq.html

 

ตั้งครรภ์สูบบุหรี่มีผลกับพัฒนาการด้านการอ่านหนังสือของเด็ก

            เด็กที่เกิดจากคุณแม่ซึ่งสูบบุหรี่มากกว่าหนึ่งซองต่อวันระหว่างตั้งครรภ์ จะทำให้มีปัญหาด้านการอ่านหนังสือทั้งการอ่านออกเสียงและจับใจความ

            Sciencedaily เสนอผลงานวิจัยจากวิทยาลัยแพทย์มหาวิทยาลัยเยล ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเก็บข้อมูลจากเด็กกว่า 20,000 คน ซึ่งทำแบบทดสอบการอ่าน เช่น การอ่านเร็ว สะกดคำศัพท์ อ่านจับใจความ รวมทั้งประวัติการสูบบุหรี่ของแม่ สถานะทางสังคม เศรษฐกิจ และปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเปรียบเทียบผลการทดสอบของเด็กครั้งแรกเมื่ออายุ 7 ปี และครั้งที่สองเมื่ออายุ 9 ปี พบว่าพัฒนาการด้านการอ่านหนังสือของเด็กที่มีประวัติมารดาสูบบุหรี่จัดระหว่างตั้งครรภ์ทำให้คะแนนเรื่องการอ่านต่ำกว่าเด็กซึ่งมารดาไม่ได้สูบบุหรี่

            นักวิจัยกล่าวว่าเมื่อมารดาสูบบุหรี่ระหว่างตั้งครรภ์ส่งผลให้เด็กๆ อ่านออกเสียงไม่ชัดเจน และจับใจความเรื่องที่อ่านไม่ได้ นอกจากนี้กระทรวงสาธารณสุขของไทยเตือนถึงพิษภัยของบุหรี่ที่อาจทำให้เด็กในครรภ์มีโอกาสเกิดโรคปากแหว่งเพดานโหว่หากคุณแม่ที่อุ้มท้องลูกน้อยยังไม่หยุดสูบบุหรี่

ภาพจาก  http://www.sciencedaily.com/releases/2012/11/121119163703.htm

ศูนย์ข้อมูลข่าวสารด้านวิทยาศาสตร์ อพวช. รายงาน

Link ที่เกี่ยวข้อง

 http://www.sciencedaily.com/releases/2012/11/121119163703.htm

 http://www.moph.go.th/ops/iprg/include/admin_hotnew/show_hotnew.php?idHot_new=40121

 

 

 การเกิดการกลายพันธุ์กับอายุที่เพิ่มขึ้นของผู้เป็นพ่อ

        นักวิจัยพบผู้ชายสูงอายุมีโอกาสถ่ายทอดยีนที่เกิดการกลายพันธุ์ให้กับลูกได้มากกว่าผู้ชายอายุน้อย

        ดร.  Kari Stefansson และคณะจาก Decode Genetics ประเทศไอซ์แลนด์ ได้ทำการศึกษาเพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างอัตราการเกิดการกลายพันธ์กับอายุของผู้เป็นพ่อโดยวิเคราะห์จีโนมของผู้ป่วยโรคจิตเภทและออทิสติก(ทั้ง 2 โรคเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม) แล้วนำไปเปรียบเทียบกับจีโนมของพ่อแม่ที่ไม่มีอาการของโรคดังกล่าว

        ผลการศึกษาพบว่าผู้เป็นลูกได้การถ่ายทอดยีนที่เกิดการกลายพันธุ์จากผู้เป็นพ่อมากกว่าผู้เป็นแม่ถึง 3 เท่า โดยการเกิดการกลายพันธ์จากพ่อจะเพิ่มมากขึ้นตามอายุของผู้เป็นพ่อ พบว่าทุกปีที่ผู้ชายมีอายุมากขึ้นทำให้เกิดการกลายพันธุ์ใหม่ 2 ที่

        แม้ผลการวิจัยนี้จะเป็นข้อมูลสำคัญที่ผู้วางแผนมีบุตรควรทราบ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการกลายพันธุ์ที่ส่งผลต่อลูกของตน  อย่างไรก็ตาม ดร. Anne Goriely จากมหาวิทยาลัย University of Oxford กล่าวว่า การกลายพันธุ์ไม่ได้หมายความว่าจะส่งผลเสียเสมอไป การกลายพันธุ์บางอย่างทำให้เกิดโรค แต่บางการกลายพันธุ์ก็ก่อให้เกิดประโยชน์ในด้านดี ขณะที่บางการกลายพันธุ์ก็ไม่ก่อให้เกิดผลใดๆ

ศูนย์ข้อมูลข่าวสารด้านวิทยาศาสตร์ อพวช. รายงาน

ที่มา: http://www.newscientist.com/article/mg21528795.100-older-fathers-pass-on-more-mutations.html