วันพฤหัสบดี, 01 มิถุนายน 2560 11:30

กาแล็กซีทางช้างเผือก (Milky way Galaxy)

ในค่ำคืนเดือนมืดในฤดูร้อน และปราศจากก้อนเมฆฝน คุณเคยลองมองขึ้นไปบนท้องฟ้ากันบ้างหรือไม่ คุณมองเห็นแถบขาวจาง ๆ พาดผ่านบนท้องฟ้าในแนวเหนือใต้
คุณอาจจะคิดว่านั่นเป็นก้อนเมฆหรือเปล่า แต่ความจริงแล้ว เจ้าสิ่งนี้ ก็คือสถานที่ที่ “โกโบริ” บอกกับ “อังศุมาลิน” ว่า “ฉันจะไปรอเธออยู่ที่......” ใช่แล้วครับ
นั่นก็คือ “ทางช้างเผือก” นั่นเอง

โลกของเราเป็นดาวเคราะห์ดวงหนึ่งที่โคจรอยู่รอบดาวฤกษ์ที่ชื่อว่า ดวงอาทิตย์ เรียกรวมว่าเป็นระบบสุริยะ แต่ในเอกภพของเรานั้นกว้างใหญ่ไพศาลยิ่งนัก
ไม่ได้มีเพียงแค่ระบบสุริยะของเราเท่านั้น ยังมีระบบของดาวฤกษ์อีกนับแสนล้านระบบหรือพูดง่าย ๆ ว่ามีดาวฤกษ์อีกนับเป็นแสน ๆ ล้านดวง 
รวมกันอยู่เป็นระบบที่ใหญ่ขึ้นกว่าระบบสุริยะ เราเรียกว่าเป็นเกาะแห่งเอกภพ ดาราจัก หรือ กาแล็กซี (Galaxy) นั่นเองการเรียกชื่อกาแล็กซีของเรานั้นมีชื่อ
และที่มาแตกต่างกันไป ตามท้องถิ่น ชาวตะวันตกเรียกว่า Milky Way ที่แปลว่า “ทางน้ำนม” เพราะเชื่อว่าเป็นน้ำนมที่พระเจ้าประทานให้กับพระเยซูในวันประสูติ
หรือบางแห่งก็อาจมีตำนานที่แตกต่างกันออกไป ส่วนคนไทยเราเรียกว่า “ทางช้างเผือก” ซึ่งมีที่มาจากความเชื่อของคนโบราณที่เชื่อว่าช้างเผือกเป็นช้างคู่บุญบารมี
ของพระมหากษัตริย์ เป็นสิ่งที่สูงศักดิ์ ทางขาว ๆ ที่พาดผ่านบนท้องฟ้าจึงน่าจะเป็นทางเดินของช้างคู่บุญบารมี ก็คือ ทางช้างเผือกนั่นเอง

กาแล็กซีทางช้างเผือกของเรามีขนาดประมาณ 100,000 ปีแสง* และมีความหนาบริเวณใจกลางประมาณ 10,000 ปีแสง ประกอบไปด้วยดาวฤกษ์นับแสนล้านดวง
มีเศษฝุ่น และกลุ่มแก๊สกระจัดกระจาย โดยบริเวณใจกลางของทางช้างเผือกนักดาราศาสตร์เชื่อว่าเป็นบริเวณของหลุมดำที่ทำให้มีแรงดึงดูดมหาศาลจึงสามารถดึงมวล
ของวัตถุต่าง ๆ ให้อยู่รวมกันภายในกาแล็กซีได้ บริเวณใจกลางทางช้างเผือกจะมีดาวฤกษ์อยู่กันอย่างหนาแน่น รวมถึงฝุ่นและแก๊สจำนวนมาก ทำให้ฝุ่นและแก๊สเหล่านั้น
กระเจิงแสงจากดาวฤกษ์ เราจึงสังเกตเห็นความสว่างมากกว่าบริเวณโดยรอบ (บริเวณแขนกาแล็กซี) ระบบสุริยะของเรานั้นอยู่บริเวณขอบรอบนอกของกาแล็กซีทางช้างเผือก
และอยู่ห่างจากใจกลางประมาณ 28,000 ปีแสง

การสังเกตทางช้างเผือกนั้นสามารถสังเกตเห็นได้ทั้งปี แต่ถ้าเป็นบริเวณใจกลางทางช้างเผือก จะสังเกตได้ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ไปจนถึงปลายเดือนตุลาคม
โดยช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ใจกลางทางช้างเผือกจะขึ้นจากขอบฟ้าในทิศตะวันตกเฉียงใต้ในช่วงเช้ามืด และจะขึ้นเร็วขึ้นวันละประมาณ 4 นาที

เห็นไหมครับว่าบนท้องฟ้านั้นมีอะไรให้เราได้เห็นมากกว่าที่เราคิด ฝ้าขาวๆ ที่พาดผ่านท้องฟ้า ที่บางคนคิดว่าเป็นแค่ก้อนเมฆที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า
แต่ความจริงแล้วแฝงความยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เราคาดหมาย และมีอะไรที่น่าค้นหาอีกมากมาย ดังนั้นจงอย่าหยุดที่จะสำรวจเพื่อหาความรู้ใหม่ ๆ
ไม่แน่คุณอาจจะได้เป็นคนที่ไปหาโกโบริกับอังศุมาลินบนทางช้างเผือก (นักท่องอวกาศ) ก็เป็นได้

ที่มาภาพ โนบิตะ ฟิสิกส์ (นายเชษรฐา ละดาห์)

ที่มา
แหล่งค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติม http://www.space.com/19915-milky-way-galaxy.html
http://www.astrodigital.org/ astronomy/milkywaygalaxy.html

 

โดย  โนบิตะ ฟิสิกส์ (นายเชษรฐา ละดาห์)

Published in บทความ

 

นักวิทยาศาสตร์พบหลักฐานการมีอยู่ของ “ดาวเคราะห์ดวงที่เก้า” โคจรอยู่นอกแถบวงโคจรชั้นนอกของระบบสุริยะของเรา

ScienceDaily และ BBC News รายงานผลการวิจัยของทีมนักดาราศาสตร์ชาวอเมริกันจากสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย
(Caltech : California Institute of Technology) มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือว่า มีดาวเคราะห์ดวงที่เก้าในระบบสุริยะของเรา
ซึ่งโคจรอยู่ไกลออกไปกว่าดาวพลูโต อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการค้นพบโดยตรงเพื่อยืนยันการมีตัวตนของดาวเคราะหฺ์ดวงนี้
เพียงแค่เป็นการทำนายผ่านโปรแกรมคำนวณทางคณิตศาสตร์และการประมวณผลการจำลองข้อมูลในคอมพิวเตอร์

แต่เชื่อว่าหากมีการค้นพบดาวเคราะห์ดังกล่าว ดาวนี้จะมีมวลมากกว่าโลกประมาณ 10 เท่า (มากกว่าพลูโต 5,000 เท่า)
ซึ่งเป็นมวลที่มากเพียงพอที่สามารถจะจัดจำแนกได้ว่าเป็นดาวเคราะห์ (Planet)

ผลของการคำนวณยังชี้ให้เห็นว่า วงโคจรยังอยู่ไกลกว่าระยะทางเฉลี่ยจากดวงอาทิตย์ถึงดาวเนปจูน (ดาวเคราะห์ดวงที่ 8
ซึ่งอยู่วงนอกสุดของระบบสุริยะคือประมาณ 4.5 พันล้านกิโลเมตรจากดวงอาทิตย์) แต่แตกต่างจากเส้นทางโคจรของ
ดาวเคราะห์ดวงอื่น เพราะมันมีวงโคจรเป็นวิถีวงรีมากๆ และแตกต่างจากดาวเคราะห์ทั้ง 8 ของเรา ซึ่งจะใช้เวลาระหว่าง
10,000 ถึง 20,000 ปี ในการโคจรรอบดวงอาทิตย์ และแถบวงโคจรส่วนที่ไกลที่สุดจะอยู่นอกแถบ Kuiper Belt

ภาพจาก: http://www.bbc.com/news/science-environment-35365323

Link ที่เกี่ยวข้อง
http://www.sciencedaily.com/releases/2016/01/160120114539.htm
http://www.bbc.com/news/science-environment-35365323

 

 

วันจันทร์, 07 กันยายน 2558 00:00

ระบบสุริยะ

 

ภาพจาก: http://chandra.harvard.edu/graphics/resources/illustrations/solsys/sol_sys_illD.jpg

ถ้าเราย่อส่วนระบบสุริยะ จนดวงอาทิตย์เหลือขนาดเท่าลูกบาสเกตบอล ดาวเคราะห์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในระบบ
สุริยะอย่างดาวพฤหัส (Jupiter) จะมีขนาดเท่าลูกกอล์ฟ โลกของเราก็จะเหลือขนาดแค่ปลายปากกาลูกลื่นขนาด
0.3 มิลลิเมตร และหากย่อส่วนลงไปอีกจนดวงอาทิตย์ของเรามีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 1 นิ้ว ดาวฤกษ์ที่อยู่
ใกล้ที่สุดนั้น (Proxima Centauri) จะห่างออกไปประมาณ 712 กิโลเมตร

 

วันศุกร์, 04 กันยายน 2558 00:00

ดาวเสาร์

 

ภาพจาก: https://bobmoler.files.wordpress.com/2013/04/saturnmay2013.png

ดาวเสาร์ (Saturn) จัดเป็นดาวเคราะห์ในระบบสุริยะที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากดาวพฤหัสบดี มีขนาดใหญ่กว่า
โลกของเรา 10 เท่า แต่มีความหนาแน่นเป็น 2 ใน 3 ของน้ำเท่านั้น หมายความว่า ดาวเสาร์ทั้งดวงสามารถลอยน้ำได้

 

วันศุกร์, 04 กันยายน 2558 00:00

ดาวพุธ

 

ภาพจาก: http://globe-views.com/dcim/dreams/mercury/mercury-05.jpg

ดาวพุธ (Mercury) ดาวเคราะห์ดวงที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุดในระบบสุริยะ และเนื่องจากไม่มีปริมาณก๊าซมาก
เพียงพอในชั้นบรรยากาศที่จะช่วยลดปริมาณแสงและความร้อนที่ได้รับจากอาทิตย์ ดังนั้นในช่วงเวลากลางวัน
อุณหภูมิบนพื้นผิวดาวอาจสูงถึง 450 องศาเซลเซียส แต่ในช่วงกลางคืนอุณหภูมิจะลดต่ำลงจนถึง -170 องศาเซลเซียส
โดยดาวพุธใช้เวลาโคจรรอบดวงอาทิตย์ 88 วันของโลก

 

ภาพจาก http://www.abc.net.au/news/2015-07-16/nasa-releases-new--images-of-pluto/6623136 

ยานนิวฮอร์ไรซันส์ (New Horizons) เผยภาพดาวพลูโตอย่างใกล้ชิดเป็นครั้งแรก พบบนดาวพลูโตประกอบไปด้วย
ภูเขาน้ำแข็งและพื้นที่ราบ

สำนักข่าวบีบีซี รายงานข่าวยานนิวฮอร์ไรซันส์ ปฏิบัติภารกิจเก็บข้อมูลจากดาวพลูโต ซึ่งขณะนี้ยานดังกล่าวได้เดิน
ทางเฉียดใกล้ดาวเพียง 12,500 กิโลเมตร พร้อมบันทึกภาพดาวพลูโตและดาวบริวาร จากภาพถ่ายนักวิทยาศาสตร์
ได้วิเคราะห์ว่าบนผิวดาวพลูโตประกอบไปด้วยภูเขาน้ำแข็งสูงประมาณ 3,300 เมตร และพบบริเวณที่เปลี่ยนผิวหน้า
ใหม่ (resurface) จากกระบวนการทางธรณีวิทยา ซึ่งจากภาพจะเป็นพื้นที่ราบเรียบ ไม่มีร่องรอยจากอุกกาบาต
จึงคาดว่าผิวของดาวพลูโตมีอายุน้อยเมื่อเทียบกับระบบสุริยะ และบนดาวพลูโตปกคลุมไปด้วยมีเทน (ในรูปของแข็ง)
และก๊าซไนโตรเจน (อุณหภูมิพื้นผิวดาวประมาณ -190 ถึง -204 องศาเซลเซียส) ขณะที่ขนาดของดาวพลูโตใหญ่กว่า
ที่เคยคาดการณ์ไว้

นอกจากนี้ยานนิวฮอร์ไรซันส์ได้แสดงภาพถ่ายของ “ชารอน” ดาวบริวาร ซึ่งแสดงให้เห็นกลุ่มหุบเขาสูงประมาณ
9 กิโลเมตร และไม่พบหลุมอุกกาบาต รวมทั้งภาพถ่าย “ไฮดรา” ดาวบริวารขนาดเล็กอีกดวงซึ่งจับภาพได้ไกล ๆ
(ดาวพลูโตมีดาวบริวารทั้งหมด 5 ดวง) ยานนิวฮอร์ไรซันส์ออกเดินทางจากโลกเมื่อปี พ.ศ. 2549 รวมระยะเวลา 9 ปี
ระยะทางกว่า 3 พันล้านไมล์ ภารกิจคือสำรวจดาวพลูโตซึ่งเป็นดาวเคราะห์แคระ และเป็นครั้งแรกของมนุษยชาติที่ยาน
อวกาศไร้คนขับเดินทางไปถึงดวงดาวอันห่างไกล ยานนิวฮอร์ไรซันส์จะสำรวจดาวพลูโตเป็นระยะเวลา 2 วันของดาว
พลูโต (เท่ากับ 12 วันของโลก)

 

 

ทีมข่าววิทยาศาสตร์ อพวช. รายงาน
Link ที่เกี่ยวข้อง
http://www.bbc.com/news/science-environment-33543383
http://www.abc.net.au/news/2015-07-16/nasa-releases-new--images-of-pluto/6623136
http://www.thairath.co.th/content/511973
https://www.nasa.gov/audience/forstudents/k-4/stories/nasa-knows/what-is-pluto-k4.html

 

 

วันพฤหัสบดี, 19 กันยายน 2556 00:00

หลุดขอบระบบสุริยะ

หลุดขอบระบบสุริยะ 

         

            ยานอวกาศ Voyager ซึ่งมีภารกิจสำรวจห้วงอวกาศ ขณะนี้เดินทางสู่นอกระบบสุริยะอันเป็นพื้นที่ไกลที่สุดเท่าที่ยานอวกาศจากโลกเคยไปถึง พร้องสร้างบันทึกหน้าใหม่ เป็นวัตถุจากโลกชิ้นแรกที่เดินทางหลุดออกจากระบบสุริยะของเรา
            บีบีซีนิวส์ รายงานเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2556 ถึงความคืบหน้าการเดินทางของยาน Voyager 1 ซึ่งออกเดินทางจากโลกตั้งแต่ 5 กันยายน พ.ศ. 2520 ขณะนี้อยู่ห่างจากโลกกว่า 19 ล้านกิโลเมตร (ใช้เวลาส่งสัญญาณวิทยุกลับมายังโลก 17 ชั่วโมง) ยานอวกาศนี้เป็นยานอวกาศไร้คนขับซึ่งเดินทางโดยใช้พลังงานจากธาตุพลูโตเนียม และเก็บข้อมูลความหนาแน่นของอนุภาคที่มีประจุจากห้วงอวกาศด้วยเครื่องมือตรวจวัดชนิด Plasma Wave Science (PWS) ภารกิจแรกของยานอวกาศลำนี้คือการสำรวจดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน ซึ่งสำเร็จลุล่วงไปแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 แต่ยานอวกาศลำนี้ยังคงลอยลำต่อไปเพื่อสำรวจพื้นที่ที่ยังไม่เคยไปถึงมาก่อน
           ยาน Voyager จะต้องเดินทางอยู่ในวงโคจรของกาแล็กซีทางช้างเผือกอย่างยากลำบากเพราะต้องผจญกับสนามแม่เหล็ก ฝุ่น ก๊าซ และลมสุริยะ โดยนักวิทยาศาสตร์คาดว่าอีกประมาณ 10 ปีข้างหน้าแหล่งพลังงานจากพลูโตเนียมจะหมดลง แต่ Voyager ได้ทำให้วงการดาราศาสตร์ตื่นเต้น ด้วยเป็นเทคโนโลยีอายุ 36 ปีที่ยังใช้การได้และยังช่วยไขปริศนาแห่งอวกาศก้าวสำคัญอีกก้าวหนึ่ง ท่ามกลางกระแสถกเถียงในประเด็นตำแหน่งที่แท้จริงของยาน Voyager

ภาพจาก http://www.nasa.gov/mission_pages/voyager/voyager20130912.html#.UjkeD-wuOuI
ศูนย์ข้อมูลข่าวสารด้านวิทยาศาสตร์ อพวช. รายงาน

Link ที่เกี่ยวข้อง
http://www.bbc.co.uk/news/science-environment-24026153
http://www.nasa.gov/mission_pages/voyager/voyager20130912.html#.UjkeD-wuOuI