วันพฤหัสบดี, 09 มีนาคม 2560 16:55

เรื่อง ไก่ กับ ไข่

เด็กหลาย ๆ คน คงมีความคิดอยากเลี้ยงลูกไก่สีเหลือง ๆ ตัวเล็ก ๆ จึงลองเข้าห้องครัวหยิบไข่ไก่ที่คุณแม่ซื้อจากซุปเปอร์มาเก็ตมาห่อผ้าอย่างดี
เพื่อหวังว่าในไม่ช้าไข่ไก่จะฟักออกมาเป็นตัวได้ แต่สุดท้ายไม่เคยสำเร็จ เป็นเพราะเหตุใด

โดยปกติแล้วไก่ตัวเมียจะออกไข่ได้เองโดยไม่ต้องอาศัยเชื้อจากไก่ตัวผู้ เนื่องจากธรรมชาติของไก่ตัวเมียจะผลิตไข่ออกมาเพื่อรอรับการผสมพันธุ์เสมอ
โดยจะสร้างไข่ภายในรังไข่เป็นชุด ๆ รวมเป็นกระจุก ประมาณ 10 - 15 ฟอง เมื่อไข่ในท้องเจริญเต็มที่แล้วกระบวนการสร้างไข่ก็จะดำเนินไปจนกระทั่งวางไข่
ซึ่งหากไม่มีเชื้อจากไก่ตัวผู้ผสม ไข่นั้นก็คือ "ไข่ลม" ที่เราสามารถหาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อทั่ว ๆ ไป ซึ่งไก่เหล่านี้จะถูกเลี้ยงในระบบปิด โดยแยกไก่ตัวผู้
ออกจากไก่ตัวเมีย ทำให้มั่นใจได้ว่าไข่ที่ได้มาไม่สามารถฟักเป็นตัวได้เพราะไม่มีเชื้อ แต่หากไก่ตัวเมียได้รับเชื้อจากไก่ตัวผู้ ไข่ใบนั้นก็จะสามารถฟักออกมา
เป็นลูกไก่ได้ เพียงอาศัยอุณหภูมิที่เหมาะสมจากแม่ไก่หรือโรงเพาะเลี้ยง

ผู้เรียบเรียง :  นายอภินันท์ เปลี่ยนจันทร์
ที่มา :
http://s11.zetaboards.com/IWS_Eagle_Forum/topic/7103450/1/
http://kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php?book=5&chap=7&page=t5-7-infodetail05.html
http://slideplayer.com/slide/6330506/

 

 

เรียบเรียงโดย ดร. สุเมธ อาวสกุลสุทธิ

การทดลองที่ดูเหมือนจะธรรมดาแต่ไม่ธรรมดา กลายเป็นกระแสข่าววิทยาศาสตร์ที่ฮือฮา เกิดจากคลิปวิดีโอสั้นๆมีความยาวประมาณ 3 นาทีกว่าๆ (ลองชมดูคลิปการทดลองที่ด้านล่างนี้ เพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้น) ซึ่งมีการส่งต่อกันอย่างแพร่หลายให้ชมผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ถือว่าเป็นการฟักตัวลูกเจี๊ยบได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีเปลือกไข่ ในรายการโชว์ทางโทรทัศน์ของประเทศญี่ปุ่น โดยมีครูสอนวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นกำลังสอนวิธีทดลองเพาะเลี้ยงลูกเจี๊ยบในพลาสติกใสบางๆ ให้กลุ่มเด็กนักเรียนผู้หญิงวัยรุ่นหลายคนทำการทดลองนี้ในห้องเรียน มีการใช้อุปกรณ์ง่ายๆเพียงไม่กี่ชนิด เช่น ไข่ไก่, แก้วน้ำพลาสติกใส, สารเคมีที่ต้องเตรียม, อุปกรณ์พลาสติกหรือทำจากไม้ก็ได้ที่เป็นรูปทรงไข่ครึ่งใบ, ก้อนสำลี, ฟิล์มพลาสติกบางใส, หัวแร้งไฟฟ้า, ฝาครอบทำจากพลาสติกใส, และตู้ฟักไข่ เริ่มต้นการทดลองจากมีนำแก้วน้ำพลาสติกใส ซึ่งทำมาจากพลาสติกชนิดพอลีสไตรีน (polystylene) เติมสารเคมีที่ชื่อ เบนซาลโคเนียมคลอไรด์ (benzalkonium chloride) ซึ่งมักใช้เป็นส่วนผสมของยาหรือสบู่ฆ่าเชื้อโรค มีความเข้มข้น 0.01% ปริมาณ 40 มิลลิลิตรลงไปในแก้วพลาสติกใสใบนี้ แล้วเจาะรูขนาด 1 - 1.5 เซนติเมตรและอุดด้วยก้อนลำลีปั้นเป็นขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางราว 3 - 4 เซนติเมตร สูงจากก้นแก้วพลาสติกใบนี้ราว 2 เซนติเมตร ขั้นตอนต่อมาจึงนำฟิล์มพลาสติกใสบางๆชนิดที่เรียกชื่อว่า พอลีเมทิลเพนทีน (polymethylpentene) มาดึงขึงบนอุปกรณ์พลาสติกที่เป็นทรงรูปไข่ครึ่งใบ เพื่อยืดดึงฟิล์มพลาสติกใสนี้ให้บางลงอีก จึงนำมาพลาสติกใสนั้นใส่หย่อนเป็นถุงครอบปากแก้วน้ำพลาสติกใส จากนั้นจึงนำไข่ไก่ที่เช็ดทำความสะอาดเปลือกด้วยแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อโรค ตอกไข่ใส่ลงในฟิล์มพลาสติกใสนี้ แล้วใช้หัวแร้งไฟฟ้าที่ร้อนมาเจาะรูขนาดเล็กโดยรอบๆข้างในฟิล์มพลาสติกบางใสนี้ ขนาด 5 – 8 มิลลิเมตร ราว 10 รู เพื่อระบายอากาศ (ปกติแล้ว หัวแร้งไฟฟ้าจะใช้เป็นอุปกรณ์ใช้เชื่อมบัดกรีเส้นตะกั่วในวงจรไฟฟ้า และวงจรอิเล็กทรอนิกส์) จากนั้นใส่ผงแคลเซียมแลคเตทเพนทาไฮเดรต (calcium lactate pentahydrate) ปริมาณ 250 - 300 มิลลิกรัม เจือจางด้วยน้ำกลั่นปริมาณ 2.5 - 3 มิลลิลิตร จึงปิดปากแก้วใบนี้ด้วยฝาครอบพลาสติกใส แล้วนำแก้วน้ำพลาสติกใบดังกล่าวใส่เข้าไปในตู้ฟักไข่ซึ่งต้องมีการควบคุมอุณหภูมิตามที่กำหนด ต่อมาในตอนท้ายของวิดีโอคลิปนี้จะเผยให้เห็นลูกเจี๊ยบที่กำลังฟักตัวออกมา จนมันเดินและวิ่งได้ในที่สุด ใช้เวลาในการทดลองประมาณ 21 วัน ถึงแม้ว่าลูกเจี๊ยบที่เกิดจากการทดลองในครั้งนี้จะไม่ได้เกิดมาในเปลือกไข่ แต่มันก็มีรูปร่างหน้าตาเหมือนลูกเจี๊ยบโดยปกติทั่วไป อย่างไรก็ดียังมีรายละเอียดปลีกย่อยในการทดลองนี้อีก ถ้ามีใครสนใจลองศึกษาเพิ่มเติมตามเอกสารงานวิจัยตามข้อมูลด้านล่าง เพื่อที่อยากจะประสบความสำเร็จในการทดลองเพาะเลี้ยงหรือฟักตัวลูกเจี๊ยบแบบไม่ต้องมีเปลือกไข่
การทดลองฟักลูกเจี๊ยบโดยไร้เปลือกไข่เชิงความคิดสร้างสรรค์นี้ นำมาจากงานวิจัยที่เผยแพร่ในปี พ.ศ. 2557 เป็นผลงานของนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่น 2 ท่าน คือ คุณยูทากะ ทาฮารา (Yutaka Tahara) และคุณคัทสึยะ โอบารา (Katsuya Obara) จากงานวิจัยในวารสารโพลทรี ไซแอนซ์ (Poultry Science) ที่มีชื่องานวิจัยว่า ระบบเพาะเลี้ยงไร้เปลือกไข่แบบใหม่สำหรับตัวอ่อนของไก่ โดยใช้ฟิล์มพลาสติกใสบางๆเป็นภาชนะในการเพาะเลี้ยง (A Novel Shell-less Culture System for Chick Embryos Using a Plastic Film as Culture Vessels) ซึ่งเอกสารงานวิจัยชุดนี้ได้อธิบายถึงวิธีการฟักไข่ไก่แบบไร้เปลือกอย่างละเอียดทุกขั้นตอน
แม้ว่าจะมีการคิดค้นวิธีฟักตัวลูกเจี๊ยบนอกเปลือกไข่มานานหลายปีแล้วก็ตาม จากนักวิจัยในประเทศอื่นอีกหลายๆท่านมาก่อนหน้านี้ เริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2505 โดยมักมีการตั้งชื่อเรียกที่แตกต่างกันไป ตามแต่จะตั้งชื่อในภาษาอังกฤษ เช่น chick-in-plastic (ลูกเจี๊ยบในพลาสติก), chick-in-a-cup (ลูกเจี๊ยบในถ้วย) และ the omelette lab (ห้องทดลองตอกไข่เจียว) แต่ไม่ประสบความสำเร็จในช่วงแรกๆ จนได้พัฒนาวิธีการวิจัยที่แตกต่างกัน และเกิดผลสำเร็จในที่สุด

อ้างอิงภาพและวิดีโอประกอบจาก
https://youtu.be/am3iGHDnJHc

เอกสารอ้างอิง
1. Bell, S. C. (2016). Can You Grow a Chicken in an Egg Without a Shell? [online]. Available from: http://www.huffingtonpost.com/sarah-bell-2/can-you-grow-a-chicken-in_b_10125526.html (7 June 2016).
2. Datar, S. and Bhonde, R. R. (2005). Shell-Less Chick Embryo Culture as an Alternative in vitro Model to Investigate Glucose-Induced Malformations in Mammalian Embryos. Rev Diabet Stud, 2(4), 221–227. Available from: http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC1783564/ (7 June 2016).
3. Tahara, Y. and Obara, K. (2014). A Novel Shell-less Culture System for Chick Embryos Using a Plastic Film as Culture Vessels. The Journal of Poultry Science, 51(3), 307-312 Available from: https://www.jstage.jst.go.jp/article/jpsa/51/3/51_0130043/_article (7 June 2016).

 

วันจันทร์, 14 ธันวาคม 2558 09:38

“สุนัขหลอดแก้ว” ครั้งแรกของโลก

 

ภาพจาก: http://www.bbc.com/news/science-environment-35053391
ความสำเร็จดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสาร Public Library of Science ONE เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2558
ซึ่งเป็นการเปิดประตูสู่การอนุรักษ์สายพันธุ์สัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์รวมถึงเทคนิคใหม่ๆ ในการตัดต่อยีนเพื่อกำจัดโรค
ที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมในสุนัขและเพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาโรคทางพันธุกรรมในมนุษย์

ทีมนักวิจัยจากประเทศสหรัฐอเมริกา ทำการปฏิสนธิไข่และอสุจิในหลอดทดลองภายในห้องปฏิบัติการเพื่อ
สร้างตัวอ่อน (embryo) และนำไปฝากไว้ยังสุนัขเพศเมียในช่วงเวลาของวงจรการสืบพันธุ์ตามธรรมชาติ
โดยตัวอ่อนจำนวน 19 ตัวถูกย้ายไปฝากไว้ยังสุนัขเพศเมีย 2 ตัวจาก 2 สายพันธุ์ ซึ่งต่อมาได้ให้กำเนิดลูกสุนัข
สุขภาพแข็งแรงจำนวน 7 ตัว โดย 2 ตัวเป็นพันธุ์ผสมระหว่างแม่สุนัขพันธุ์บีเกิ้ลกับพ่อสุนัขพันธุ์คอกเกอร์สแปเนียล
และอีก 5 ตัวมาจากแม่และพ่อสุนัขพันธุ์บีเกิ้ล

ความท้าทายอันดับแรกของทีมวิจัยคือ การนำไข่ที่พร้อมปฏิสนธิออกจากสุนัขเพศเมีย ซึ่งต้องรอให้ไข่หลุด
ออกจากรังไข่เข้าสู่ท่อนำไข่ (เมื่อเทียบกับคน) แล้วเป็นเวลา 1 วันก่อน ไข่ถึงจะพร้อมรับการปฏิสนธิ (สำหรับสุนัข)
ความท้าทายอันดับถัดมาคือ การเตรียมสภาวะแวดล้อมเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการปฏิสนธิซึ่งทีมวิจัยประสบความ
สำเร็จในการทำให้เกิดการปฏิสนธิถึง 80 – 90 เปอร์เซ็นต์และความท้าทายสุดท้ายคือ การแช่แข็งตัวอ่อน
(ไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิแล้ว) ซึ่งเทคนิคนี้ช่วยให้ทีมนักวิจัยสามารถย้ายตัวอ่อนเข้าไปสู่ท่อนำไข่ของแม่สุนัขได้ตรง
เวลาของช่วงวงจรการสืบพันธุ์ตามธรรมชาติ ซึ่งเกิดขึ้นเพียง 1 หรือ 2 ครั้งต่อปีเท่านั้น

และด้วยเทคนิคการตัดต่อยีนแบบใหม่ นักวิจัยอาจใช้เวลาเพียง 1 วัน ในการกำจัดยีนก่อโรคทางพันธุกรรมและ
ลักษณะด้อยในตัวอ่อนของสุนัข เช่น สุนัขพันธุ์โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ มียีนที่มีแนวโน้มที่จะพัฒนาไปเป็นโรคมะเร็ง
ต่อมน้ำเหลือง ในขณะที่พันธุ์ดัลเมเชียน มียีนที่มีแนวโน้มที่จะพัฒนาไปเป็นนิ่วในท่อทางเดินปัสสาวะ เป็นต้น
นับว่าสุนัขเป็นสัตว์ทดลองที่มีประสิทธิภาพในการทำความเข้าใจเรื่องโรคทางพันธุกรรมขั้นพื้นฐานเพราะสุนัข
และมนุษย์ มีลักษณะความผิดปกติทางพันธุกรรมที่เหมือนกันกว่า 350 โรค ดังนั้นความสำเร็จนี้นอกจากจะนำ
ไปใช้ในการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ที่อยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์แล้ว ยังสามารถนำไปสู่เทคนิคการตัดต่อยีนผิดปกติและ
ผสมเทียมตัวอ่อน เพื่อป้องกันโรคทางพันธุกรรมในมนุษย์ได้อีกด้วย

ทีมข่าววิทยาศาสตร์ อพวช. รายงาน
Link ที่เกี่ยวข้อง
http://www.bbc.com/news/science-environment-35053391
http://www.sciencedaily.com/releases/2015/12/151209183500.htm