ข่าววิทยาศาสตร์
     
ลูกบอลจุลินทรีย์ (EM Ball) 

                      ในช่วงนี้หลายท่านคงได้ยินข่าวผ่านสื่อผ่านหูผ่านตามาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์น้ำท่วมที่ได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างรุนแรงในหลายจังหวัด รวมถึงเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งนั่นก็คือ ปัญหาน้ำท่วมขังที่ส่งกลิ่นเหม็น และยังเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคที่สำคัญที่อาจก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพทางกาย สุขภาพจิต และสภาพแวดล้อมโดยรวม

                      หลายท่านเวลาดูข่าวน้ำท่วมทางโทรทัศน์ก็จะเห็นเขาเอาลูกอะไรก็ไม่รู้กลมๆ โยนลงไปในน้ำ แล้วทำให้น้ำนั้นใสขึ้น กลิ่นเหม็นก็หายไป หลายคนก็ยังคงสงสัยแคลงใจไม่หายกับเจ้าลูกกลมๆ ที่ว่านี้ว่ามันคืออะไรกันนะ จริงๆ แล้วเจ้าลูกบอลกลมๆ ที่ว่านี้ก็คือ “ลูกบอลจุลินทรีย์ หรือ EM Ball” นั่นเอง ซึ่งถือว่าเป็นพระเอกที่มีบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งที่ไปช่วยลดปัญหาน้ำเน่าเสียอันเกิดจากน้ำท่วมขังในพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม ที่สำคัญก็คือสามารถหาได้ง่าย ราคาก็ไม่แพงจนเกินไป และสามารถทำได้ด้วยตนเอง
                      
                      เมื่อพูดถึงจุลินทรีย์หลายท่านก็อาจเข้าใจและขยะแขยงว่าเป็นพวกเชื้อโรคที่เป็นอันตราย ทำให้เราไม่สบาย เกิดโรคต่างๆ ขึ้น แต่จริงๆ แล้วจุลินทรีย์มีอยู่ 3 กลุ่มใหญ่ๆ ด้วยกัน กลุ่มแรกทุกคนคงคุ้นเคยกันดีเพราะเจ้าจุลินทรีย์กลุ่มนี้ทำให้เราเกิดการเจ็บป่วย ไม่สบาย จนต้องไปหาคุณหมอ มีประมาณ 10% ของจุลินทรีย์ทั้งหมด กลุ่มที่สองหลายคนก็คงคุ้นเคยอีกเช่นกันเพราะเจ้าจุลินทรีย์กลุ่มนี้มีประโยชน์ต่อเรา เช่น จุลินทรีย์ในโยเกิร์ตหรือนมเปรี้ยวที่ช่วยในการขับถ่ายของเรานั่นเอง มีประมาณ 10% ของจุลินทรีย์ทั้งหมดเช่นกัน กลุ่มสุดท้ายเป็นกลุ่มกลางๆ หากกลุ่มใดมีจำนวนมากกว่า ก็จะช่วยสนับสนุนหรือร่วมด้วย มีมากถึง 80% ของจุลินทรีย์ทั้งหมด ดังนั้นการเพิ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพลงไปในน้ำ ก็จะช่วยให้กลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์มีจำนวนมากกว่ากลุ่มจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรค ซึ่งจุลินทรีย์เหล่านี้จะช่วยปรับปรุงน้ำขังที่เน่าเสียให้ดีขึ้นนั่นเอง

                      EM ถูกคิดค้นโดยศาสตราจารย์ ดร.เทรโอะ ฮิงะ ประเทศญี่ปุ่น โดย EM นี้ย่อมาจาก Effective Microorganisms หมายถึง กลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ ส่วน EM Ball เป็นกลุ่มก้อนจุลินทรีย์ตามธรรมชาติซึ่งมีขนาดเท่ากับลูกเทนนิส มีลักษณะเป็นของเหลว สีน้ำตาล กลิ่นหวานอมเปรี้ยว ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต และช่วยปรับสภาพสมดุลของสิ่งแวดล้อม มีส่วนประกอบหลัก ได้แก่ ดินสมบูรณ์ (หรือทรายละเอียด) รำละเอียด รำหยาบ (หรือแกลบ) กากน้ำตาล น้ำสะอาด และหัวเชื้อจุลินทรีย์ เป็นการใช้ธรรมชาติบำบัดธรรมชาติ เจ้าลูกบอลจุลินทรีย์นี้ประกอบไปด้วยจุลินทรีย์ 3 กลุ่มใหญ่ๆ ด้วยกัน คือ
 

 


1. จุลินทรีย์ที่ผลิตกรดแลกติก เป็นจุลินทรีย์ที่จัดอยู่ในพวกแบคทีเรียที่สามารถเปลี่ยนน้ำตาลให้เป็นกรดแลคติกได้โดยผ่านกระบวนการหมัก กรดแลกติกนี้สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ทั่วไปและจุลินทรีย์ก่อโรคบางชนิดได้เนื่องจากมีความเป็นกรดสูง แบคทีเรียในกลุ่มนี้เช่น Lactobacilli/Lactococci (L. plantarum, L. casei and L. Lactis) หลายท่านได้ยินชื่อก็ถึงกับร้องอ๋อ คุ้นๆ ชื่อเจ้าจุลินทรีย์พวกนี้มากเลย เพราะว่าเป็นจุลินทรีย์ในนมเปรี้ยว โยเกิร์ตนั่นเอง จุลินทรีย์พวกนี้ช่วยในการย่อยสลายสารอินทรีย์
2. จุลินทรีย์ที่สามารถสังเคราะห์ด้วยแสงเองได้ เป็นจุลินทรีย์ที่จัดอยู่ในพวกโฟโต้ทรอปฟิคแบคทีเรีย มีการใช้อย่างกว้างขวางในการเกษตรกรรมและการเลี้ยงสัตว์ มันสามารถย่อยสลายสารต่างๆ ได้ เมื่อเกิดกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงก็จะเกิดออกซิเจนขึ้นมา เป็นการเพิ่มออกซิเจนในน้ำ ทำให้น้ำนั้นมีประสิทธิภาพดีขึ้นนั่นเอง
3. ยีสต์ ช่วยช่วยผลิตสารที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น กรดอะมิโน และแป้ง นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของจุลินทรีย์สองพวกที่ว่ามาข้างต้นอีกด้วย
                      จุลินทรีย์ทั้งสามกลุ่มข้างต้นจะทำหน้าที่รักษาและฟื้นฟูระบบนิเวศ, ช่วยย่อยตะกอนให้กลายเป็นอาหารกับสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กจำพวกแพลงก์ตอน ปลา กุ้ง และหอย, ช่วยกำจัดกลิ่นได้อย่างหมดจด, ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่ก่อโรคบางชนิด, ช่วยเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ชนิดที่ดีในน้ำทำให้เกิดการย่อยสลายที่มากขึ้น, ช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนในน้ำ และช่วยกำจัดสารอินทรีย์บางชนิดในน้ำอีกด้วย

                      หลายท่านก็คงสงสัยว่าทำไมต้องปั้นเจ้าลูกบอลจุลินทรีย์นี้เป็นก้อนกลมๆ ทั้งเสียเวลาและเสียแรงงานเป็นอย่างมาก เหตุผลก็คือส่วนผสมที่ใช้ทำลูกบอลจุลินทรีย์มีหลายชนิด แต่ละชนิดก็มีอัตราการละลายน้ำได้ไม่เท่ากัน ถ้าหากเรานำส่วนผสมไปโปรยบนน้ำใช้เลยก็ไม่ต่างจากการนำไปโปรยในน้ำเล่นๆ จุลินทรีย์ก็จะไหลไปตามน้ำจนหมด ไม่สามารถที่จะใช้กำจัดได้ ดังนั้นจึงต้องนำมาปั้นเป็นลูกบอลก่อนเพื่อให้ส่วนผสมต่างๆ เข้าเป็นเนื้อเดียวกันมากขึ้น โดยก่อนที่จะนำเจ้าลูกบอลจุลินทรีย์ไปใช้ต้องนำไปตากไว้ในที่ร่ม ห้ามโดนแดด ก่อนนำไปใช้ประมาณ 10-14 วัน หรือรอจนกว่าจะมีเชื้อราเป็นฝ้าเกิดขึ้นบริเวณรอบของลูกบอลจุลินทรีย์ เพื่อให้เกิดการหมัก แห้ง และแข็งแรงพอที่จะใช้งานได้ แล้วจึงนำไปโยนลงในน้ำ ด้วยน้ำหนักที่มากจะทำให้เจ้าลูกบอลจุลินทรีย์จมลงสู่พื้นโคลนเลนตะกอน และจุลินทรีย์ที่อยู่ในลูกบอลจุลินทรีย์จะค่อยๆ ย่อยสลายโคลนเลนตะกอนให้หมดไป จุลินทรีย์ก็จะค่อยๆ ปรับสภาพน้ำบริเวณนั้นให้ใสและขจัดกลิ่นเหม็นของน้ำออกไปด้วย

                      แต่อย่างไรก็ตามก็มีคำถามเกิดขึ้นอีกมากมายว่า “ลูกบอลจุลินทรีย์นี้ช่วยบำบัดน้ำเสียได้จริงหรือ?” เกณฑ์ที่ใช้ในการบ่งบอกว่าน้ำนั้นมีคุณภาพดีหรือมีคุณภาพไม่ดีก็คือปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำนั่นเอง ดังนั้นการใช้ลูกบอลจุลินทรีย์ในสภาวะน้ำท่วมขังซึ่งมีปริมาณออกซิเจนละลายน้ำอยู่อย่างจำกัด จึงต้องพิจารณาถึงปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อคุณภาพน้ำ ดังนี้
1. ส่วนผสมที่ใช้การทำลูกบอลจุลินทรีย์ เช่น กากน้ำตาลหรือรำข้าวก็เป็นสารอินทรีย์ ซึ่งสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้น้ำเน่าเสียเกิดจากปริมาณของสารอินทรีย์ในน้ำสูง
2. เมื่อโยนลูกบอลจุลินทรีย์ลงไปในน้ำท่วมขัง สารอินทรีย์จะเกิดการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ในลูกบอลจุลินทรีย์ ส่งผลให้ปริมาณออกซิเจนละลายในน้ำนั้นลดลง เมื่อออกซิเจนที่ละลายในน้ำลดน้อยลง ก็จะทำให้น้ำนั้นเน่ามากยิ่งขึ้น ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำและเกิดกลิ่นเหม็นรบกวนบริเวณโดยรอบ
3. จุลินทรีย์ทั้ง 3 กลุ่มที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเป็นกลุ่มของจุลินทรีย์ที่ใช้ออกซิเจนในการย่อยสลายสารอินทรีย์ จึงทำให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลง
ถึงแม้ว่าลูกบอลจุลินทรีย์ต้นแบบจากประเทศญี่ปุ่นจะถูกอ้างว่าทำให้น้ำใสและลดกลิ่นได้ แต่ก็เป็นการช่วยบรรเทาปัญหาชั่วคราวในระยะเวลาอันสั้นเท่านั้น เพราะถ้าปริมาณสารอินทรีย์มีปริมาณมากขึ้นและปริมาณออกซิเจนในน้ำไม่เพียงพอก็ไม่สามารถบอกได้ว่าลูกบอลจุลินทรีย์ช่วยให้น้ำดีขึ้นได้ เพราะนอกจากจะไม่ช่วยให้คุณภาพน้ำดีขึ้นแล้ว ยังจะทำให้คุณภาพน้ำแย่ลงไปอีกด้วยซ้ำ

                      หากท่านได้รับฟังข่าวในช่วงนี้ ท่านจะได้รับฟังข้อมูลจากเหตุการณ์สึนามิในประเทศญี่ปุ่นว่ามีความพยายามในการแก้ไขปัญหาน้ำเสียในพิ้นที่ต่างๆ โดยใช้ EM เพื่อบำบัดน้ำเสีย แต่อย่างไรก็ตามทางหน่วยงานรัฐบาลในกระทรวงสิ่งแวดล้อมของประเทศญี่ปุ่นได้ทำการทดลองแล้วพบว่า EM ไม่ได้ช่วยในการบำบัดน้ำเสีย และไม่แนะนำให้ใช้ EM ในการบำบัดน้ำเสีย ทางรัฐบาลญี่ปุ่นได้แก้ปัญหาในระยะสั้นโดยใช้ระบบบำบัดน้ำเสียทางชีวภาพร่วมกับการตกตะกอนและการฆ่าเชื้อโรคด้วยคลอรีน (Biological treatment – Sedimentation -Disinfection) ในบริเวณนั้นก่อนปล่อยสู่แหล่งน้ำตามธรรมชาติ
ดังนั้นเจ้าลูกบอลจุลินทรีย์จะมีบทบาทเป็นพระเอกโดยช่วยบำบัดน้ำเสียให้น้ำนั้นใสขึ้นและกลิ่นเหม็นลดลง หรือเป็นตัวโกงที่ทำให้น้ำนั้นเสียมากขึ้น ขึ้นอยู่กับวิธีการใช้ของเรา ดังนี้


1. การทำงานของลูกบอลจุลินทรีย์ไม่ได้เป็นการบำบัดน้ำเสียโดยตรง แต่เป็นการนำเอาจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพไปแย่งอาหารที่เป็นของเสียจากจุลินทรีย์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติในน้ำท่วมขัง โดยการใช้ลูกบอลจุลินทรีย์ในน้ำที่กำลังเริ่มจะเน่าเสียจะเห็นผลเร็วกว่าในน้ำที่เน่าเสียแล้ว
2. การผลิตลูกบอลจุลินทรีย์ต้องใช้กรรมวิธีที่ถูกต้องเหมาะสม คือ ใช้จุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพในอัตราส่วนที่พอเหมาะ เลือกใช้สูตรที่ใช้ส่วนผสมที่มีสารอินทรีย์ที่จำเป็นให้น้อยที่สุด และลูกบอลจุลินทรีย์ที่ปั้นเสร็จแล้วไม่สามารถนำไปใช้ได้ทันที ต้องผึ่งไว้และห้ามตากแดดจนกว่าจะมีเชื้อราฝ้าขาวๆ เกิดขึ้น จึงสามารถนำไปใช้ในสภาพที่จุลินทรีย์พร้อมทำงาน เนื่องจากลูกบอลจุลินทรีย์เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีชีวิต ไม่ใช่ปุ๋ย จึงต้องไว้ในที่อุณหภูมิปกติ ไม่ร้อนหรือเย็นจัดจนเกินไป โดยทั่วไปประมาณ 20–45 องศาเซลเซียส
3. ลูกบอลจุลินทรีย์ใช้ได้ดีในบริเวณที่มีน้ำท่วมขังจำกัดแบบน้ำนิ่ง และต้องใช้ในปริมาณและระยะเวลาที่เหมาะสม คือ ลูกบอลจุลินทรีย์ขนาดลูกเทนนิส 1 ลูก ใช้ได้สำหรับน้ำท่วมขัง 5 ลบ.ม. น้ำนิ่งไม่เกิน 3 เมตร โดยจะเห็นผลในระยะเวลาประมาณ 7 วัน แต่ถ้าหากใส่ลูกบอลจุลินทรีย์มากเกินไปจะทำให้ปริมาณของสารอินทรีย์ในน้ำนั้นมากเกินไป และอาจทำเกิดน้ำเสียได้
4. การย่อยสลายสารอินทรีย์ในน้ำจะเกิดขึ้นได้ดีเมื่อมีออกซิเจน ดังนั้น กลุ่มจุลินทรีย์ที่ใช้ออกซิเจนจะใช้ออกซิเจนที่อยู่ในน้ำจนหมดก่อนจนกว่าออกซิเจนในน้ำจะหมดลง จากนั้นกลุ่มจุลินทรีย์ที่ไม่ใช้ออกซิเจนจำพวกซัลเฟตรีดิวซิ่งแบคทีเรียจะเจริญได้ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วแบคทีเรียกลุ่มหลังนี้มีอยู่ทั่วไปในดินตะกอนอยู่แล้ว ก็จะไปรีดิวซ์ซัลเฟตให้เป็นไฮโดรเจนซัลไฟด์ซึ่งจะส่งผลให้น้ำเกิดกลิ่นเหม็นเน่า ดังนั้นวิธีการแก้ไขน้ำเน่าเสียก็ทำไม่ยาก นั่นคือ ต้องเติมอากาศลงไปน้ำ เมื่อน้ำมีออกซิเจนมากขึ้น กลุ่มจุลินทรีย์ที่ไม่ใช้ออกซิเจนก็จะตายลงและไม่สามารถสร้างกลิ่นเหม็นได้อีก ดังนั้น แค่ตีอากาศลงน้ำหรือทำให้น้ำนั้นเกิดการหมุนเวียน ก็จะช่วยลดกลิ่นเหม็นได้
5. แบคทีเรียที่ช่วยลดไฮโดรเจนซัลไฟด์ในน้ำ คือ แบคทีเรียที่สามารถสังเคราะห์ด้วยแสง

                      โดยแบคทีเรียกลุ่มนี้จะออกซิไดซ์ไฮโดรเจนซัลไฟด์กลับไปเป็นซัลเฟต ทำงานได้ดีเมื่อไม่มีอากาศ และมีแสง มีข้อเสียของมันก็คือใช้ระยะเวลายาวนานมาก ดังนั้น เมื่อเติมลูกบอลจุลินทรีย์จึงต้องรอไปหลายวันกว่าจะเห็นผลและหากใครใจร้อน เติมมากจนเกินไปก็จะเกิดผลเสียตามมา
สรุปว่าลูกบอลจุลินทรีย์นั้นใช้ได้ แต่มีข้อจำกัดเรื่องลูกบอลจุลินทรีย์ ออกซิเจน และสภาพแวดล้อมดังที่กล่าวไปข้างต้น ดังนั้นเราจึงต้องใช้เจ้าลูกบอลจุลินทรีย์อย่างรู้จริงจึงจะเกิดประโยชน์อย่างสูงสุดต่อเรา และถ้าหากให้อย่างไม่ถูกวิธีก็จะเกิดโทษมากกว่าประโยชน์ที่จะได้รับ เมื่อถึงเวลานี้ทุกท่านคงได้ทราบข้อมูล ข้อเท็จจริงและวิธีการนำเจ้าลูกบอลจุลินทรีย์นี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแล้วนะครับ ไมใช่เพียงแค่ขอสูตรการปั้นและโยนเจ้าลูกบอลจุลินทรีย์ลงน้ำท่วมขังกันอย่างเดียว
 




เมื่อ  30 พ.ย. 2554
จำนวนผู้อ่าน  4451 

 
 

Page 1 of 
องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ขององค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป


by TRECONWEBSITE