th th
en

สวย วิบวับ ด้วยกากเพรชเซลลูโลสรักษ์โลก

circadian rhythm

กากเพชรนิยมมาตกแต่งวัตถุต่าง ๆ ในช่วงเทศกาลหรืองานเฉลิมฉลอง

ในเทศกาล การเฉลิมฉลอง หรือ แม้การแต่งหน้า อาจต้องการความวิบวับอย่างกากเพรชมาช่วยสร้างบรรยากาศ และความแวววาวสะท้อนแสง กากเพชรส่วนใหญ่ผลิตด้วยการเคลือบอะลูมิเนียมบนแผ่นพลาสติกบาง ๆ แล้วตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ ข้อเสียของกากเพรชเหล่านี้ คือ การทำความสะอาดเก็บกวาดได้ค่อนข้างยาก และยังก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมจากการปนเปื้อนของไมโครพลาสติก เนื่องจากกากเพรชเป็นพลาสติกขนาดเล็กที่สามารถเข้าสู่ร่างกายของสิ่งมีชีวิต และทำให้เกิดอันตรายได้ จึงได้มีนักวิจัยพยายามพัฒนากากเพรชด้วยวัตถุดิบจากธรรมชาติ ที่สามารถย่อยสลายได้เองในธรรมชาติ

วารสารวัสดุธรรมชาติ (Nature Material) ได้เผยแพร่งานวิจัยและพัฒนาการนำเซลลูโลส (Cellulose) ซึ่งเป็นส่วนประกอบของผนังเซลล์ของพืชที่มีชื่อว่ามาร์เบิลเบอร์รี่ (Marbleberry) หรือชื่อวิทยาศาสตร์คือ Pollia condensate มีผลทรงกลม ผิวมันวาวสะท้อนแสงสีม่วงเหลือบน้ำเงินเฉพาะตัว พบได้ในป่าแถบประเทศเอธิโอเปีย โมซัมบิก แทนซาเนีย และประเทศอื่น ๆ ในทวีปแอฟริกา ไม่สามารถนำมารับประทานเป็นอาหารได้ไม่ว่าจะเป็นผลสด หรือผ่านกระบวนการแปรรูป แต่ในประเทศยูกันดาตะวันตกมีการนำผลไม้ชนิดนี้มาใช้ในประดับตกแต่ง

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (Cambridge University) ทำการศึกษาสายเซลลูโลสที่กระจายในผนังเซลล์ของผลมาร์เบิลเบอร์รี่ที่มีลักษณะเป็นเกลียวม้วนแน่นอันเป็นตัวกำหนดสีเฉพาะตัวที่เกิดขึ้นบนผิวของผล จากนั้นทดลองนำส่วนผสมที่มีเซลลูโลสจากผลมาร์เบิลเบอร์รี่มาเทลงบนแผ่นพลาสติกเพื่อขึ้นรูป เมื่อแห้งแล้วสามารถแกะออกมาเป็นแผ่นฟิล์มบาง ๆ ที่มีความวิบวับ สะท้อนแสงสีรุ้ง จากนั้นนำไปตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ ทำเป็นกากเพชรที่สามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติ และไม่เพิ่มปัญหาให้กับสิ่งแวดล้อม

แม้งานวิจัยดังกล่าวยังค่อนข้างใหม่ และยังไม่มีการวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มที่ แต่กากเพชรเซลลูโลสนี้ก็ได้แสดงให้เห็นถึงความพยายามคิดค้นพัฒนาวัสดุใหม่ ๆ ที่ตอบสนองความต้องการของมนุษย์โดยยังคงคุณสมบัติความวิบวับ แวววาว สะท้อนแสง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

022

 ผลของพืช Pollia condensate (Marble Berry)

(ภาพโดย Juliano Costa https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Pollia.jpg  ภายใต้ลิขสิทธิ์ CC BY-SA 3.0)

 

เรียบเรียงโดย: นุชจริม เย็นทรวง นักวิชาการ กองวิชาการวิทยาศาสตร์ สำนักพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ อพวช.

ที่มา

This eco-friendly glitter gets its color from plants, not plastic. [ออนไลน์]. 2564, แหล่งที่มา https://www.sciencenews.org/article/glitter-eco-friendly-green-alternative-cellulose-plant-color [20 พฦศจิกายน 2564]

This Is What Edible Glitter Is Really Made Of. [ออนไลน์]. 2564, แหล่งที่มา https://www.mashed.com/651378/this-is-what-edible-glitter-is-really-made-of/ 20 พฦศจิกายน 2564]

นักวิทยาศาสตร์พัฒนาหุ่นยนต์กิ้งก่าเปลี่ยนสีตามสภาพแวดล้อมสำเร็จแล้ว

Pfizer vaccine

ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล (Seoul National University) ประเทศเกาหลีใต้ พัฒนาหุ่นยนต์กิ้งก่าคาเมเลียน (Chameleon) ที่สามารถเปลี่ยนสีได้ตามสภาพแวดล้อมที่เคลื่อนที่ผ่านได้สำเร็จ และนี่อาจเป็นจุดกำเนิดของเทคโนโลยีสุดท้าทายซึ่งช่วยให้มนุษย์พรางตัวได้อย่างแนบเนียนไปกับสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกับกิ้งก่าที่เปลี่ยนสีได้

เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2564 วารสารวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ เผยแพร่งานวิจัยการพัฒนาหุ่นยนต์ที่มีรูปร่างลักษณะคล้ายกิ้งก่าคาเมเลียน ประกอบด้วยผิวหนังเทียมอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างจากผลึกเหลวเทอร์โมโครมิก (Thermochromic Liquid Crystal หรือ TLC) ซึ่งสามารถเปลี่ยนสีตามอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงไปของสิ่งแวดล้อม มาจัดเรียงเป็นชั้น ๆ ร่วมกับการใช้ลวดเงินนาโน (Silver Nanowire) จัดเรียงตามรูปแบบที่กำหนด สร้างภาพแบบพิกเซล (Pixel) เพื่อการแสดงผลที่มีความละเอียดสูง สวยงาม และสมจริง

ขณะเดียวกันผู้พัฒนาหุ่นยนต์กิ้งก่ายังแก้ไขจุดอ่อนของเทคโนโลยีการพรางตัวนี้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการควบคุมการทำงาน และการตอบสนองของผลึกเหลวเทอร์โมโครมิก โดยอาศัยความต้านทานไฟฟ้าที่เปลี่ยนไปตามอุณหภูมิของเครือข่ายลวดเงินนาโนมาเป็นตัวแปรในกระบวนควบคุมการทำงาน และเมื่อผนวกกับการใช้ อุปกรณ์ตรวจวัดแบบแอคทีฟ (Active Sensing Units) ที่ตรวจจับอุณหภูมิจากสิ่งแวดล้อม เพื่อนำมาวิเคราะห์โดยจับคู่สีกับภาพพื้นหลัง ทำให้สามารถแสดงผลที่ผิวหนังเทียมอิเล็กทรอนิกส์ทันทีอย่างเป็นธรรมชาติ

เทคโนโลยีการพรางตัวสังเคราะห์ (Artificial camouflage) เลียนแบบธรรมชาติ ได้รับความสนใจมาตั้งแต่ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 เพื่อนำมาใช้ในกิจกรรมด้านการทหาร งานวิจัยนี้จึงอาจเป็นแนวทางในการพัฒนาชุดพรางตัวสังเคราะห์แบบใหม่ที่ทำให้การพรางตัวกลมกลืนกับธรรมชาติมากขึ้น และในอนาคตยังมีเป้าหมายที่จะพัฒนาเทคโนโลยีการพรางตัวสังเคราะห์ต่อไป โดยใช้สัตว์อื่น ๆ เป็นต้นแบบ เช่น สัตว์ในชั้นเซฟาโลพอด (Cephalopod) หรือ สัตว์จำพวกหมึก ที่สามารถพรางตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม แต่มีการเคลื่อนไหวที่ซับซ้อนและท้าทายกระบวนการออกแบบด้านวิศวกรรมเป็นอย่างมาก

shutterstock 421992919

ภาพเปรียบเทียบการพรางตัวของกิ้งก่าคาเมเลียนกับหุ่นยนต์กิ้งก่าคาเมเลียน (https://www.nature.com/articles/s41467-021-24916-w.pdf)

เรียบเรียงโดย: ปวิตา ลิขิตเดชาโรจน์ นักวิชาการ กองวิชาการวิทยาศาสตร์ สำนักวิชาการพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ อพวช.


Link ที่เกี่ยวข้อง:
Biomimetic chameleon soft robot with artificial crypsis and disruptive coloration skin. [ออนไลน์]. 2021, แหล่งที่มา: https://www.nature.com/articles/s41467-021-24916-w.pdf [22 พฤศจิกายน 2564]
Scientists Design a Robotic Chameleon That Crawls and Changes Color. [ออนไลน์]. 2021, แหล่งที่มา: https://www.smithsonianmag.com/science-nature/scientists-design-robotic-chameleon-crawls-and-changes-color-180978402/ [22 พฤศจิกายน 2564]
Robot Chameleon That Actively Camouflages Itself into Surroundings Created by Scientists. [ออนไลน์]. 2021, แหล่งที่มา: https://www.iflscience.com/technology/robot-chameleon-that-actively-camouflages-itself-into-surroundings-created-by-scientists/ [22 พฤศจิกายน 2564]

 

องค์การอนามัยโลกจับตามองไวรัสโคโรนา 2019 สายพันธุ์มิว

GoldOlympic2020

https://www.wfla.com/community/health/coronavirus/whats-the-mu-variant-and-will-we-keep-seeing-more-covid-19-variants/

ต้นเดือนกันยายน พ.ศ. 2564 องค์การอนามัยโลก (World Health Organization หรือ WHO) ได้ประกาศเตือนหน่วยงานสาธารณสุขทั่วโลกเกี่ยวกับไวรัสโคโรนา 2019 กลายพันธุ์ สายพันธุ์มิว ซึ่งถูกจัดให้อยู่ในระดับจับตามอง (Variants of Interest หรือ VOI) ที่หน่วยงานด้านสาธารณสุขทั่วโลกควรให้ความสนใจเช่นเดียวกับสายพันธุ์อีตา (Eta), ไอโอตา (Iota), แคปปา (Kappa) และแลมป์ดา (Lambda)

ไวรัสโคโรนา 2019 สายพันธุ์มิว (Mu) หรือ B.1.621 พบครั้งแรกในเดือนมกราคม พ.ศ. 2564 ในประเทศโคลอมเบีย (Colombia) โดยในเวลานั้นพบว่ามีผู้ป่วยโรคโควิดในประเทศโคลอมเบียเพียง 0.1% จากการติดเชื้อสายพันธุ์มิว แต่ในเวลาไม่ถึงปีกลับพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์ดังกล่าวมากถึง 39% และยังพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์ดังกล่าวเพิ่มขึ้นใน 43 ประเทศทั่วโลกอีกด้วย

จากการศึกษาเบื้องต้น พบว่าไวรัสโคโรนา 2019 สายพันธุ์มิว มีการกลายพันธุ์ที่โปรตีนส่วนหนาม (Spike protein) ถึง 8 ลักษณะ และเป็นลักษณะเดียวกับที่พบในไวรัสโคโรนา 2019 กลายพันธุ์ซึ่งถูกจัดให้เป็นสายพันธุ์ที่อยู่ในระดับน่าวิตกกังวล (Variants of Concern หรือ VOC) เช่น ลักษณะการกลายพันธุ์ E484K และ N501Y ที่ทำให้เชื้อไวรัสสามารถหลบเลี่ยงระบบภูมิคุ้มกันที่ถูกกระตุ้นโดยวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 ซึ่งพบในสายพันธุ์แกมมา (Gamma) ลักษณะการกลายพันธุ์ P681H ที่เกี่ยวข้องกับการแพร่เชื้อได้รวดเร็ว ซึ่งพบในสายพันธุ์อัลฟา (Alpha) เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบว่าลักษณะการกลายพันธุ์แบบใหม่ที่ยังไม่เคยพบในสายพันธุ์อื่น ๆ อีกหลายตำแหน่งที่อาจมีผลต่อประสิทธิภาพของวัคซีน

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาโดยใช้แบบจำลองการระบาดวิทยาเพื่อคาดการณ์ความรุนแรงการระบาดพบว่าไวรัสโคโรนา 2019 สายพันธุ์มิวสามารถแพร่เชื้อได้รวดเร็วกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิม และนักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาผลกระทบของสายพันธุ์ที่มีผลต่อประสิทธิภาพของวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 ชนิด mRNA เพื่อนำไปสู่การต่อยอดการพัฒนาวัคซีนให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น

แม้จะยังไม่พบผู้เชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สายพันธุ์มิวในประเทศไทย แต่ด้วยสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด 19 ในปัจจุบัน ทุกคนจึงควรติดตามข่าวสารสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด 19 สวมหน้ากากอนามัยอย่างถูกวิธี หลีกเลี่ยงการไปสถานที่เสี่ยง รักษาระยะห่าง ดูแลสุขภาพร่างกาย และจิตใจ เพื่อผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกัน

 

เรียบเรียงโดย: ปวิตา ลิขิตเดชาโรจน์ นักวิชาการ กองวิชาการวิทยาศาสตร์ สำนักวิชาการพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ อพวช

แหล่งที่มาข้อมูล:
Tracking SARS-CoV-2 variants. [ออนไลน์]. 2021, แหล่งที่มา: https://www.who.int/en/activities/tracking-SARS-CoV-2-variants/ [21 กันยายน 2564]
What do we know about Mu, the new COVID variant monitored by WHO? [ออนไลน์]. 2021, แหล่งที่มา: https://www.euronews.com/2021/09/02/what-do-we-know-about-mu-the-new-covid-variant-monitored-by-who [22 กันยายน 2564]
WHO Tracking New COVID-19 Variant Called Mu. [ออนไลน์]. 2021, แหล่งที่มา:https://www.webmd.com/lung/news/20210902/who-tracking-new-covid-variant-called-mu [21 กันยายน 2564]
The Mu variant is on the rise. Scientists weigh in on how much to worry. [ออนไลน์]. 2021, แหล่งที่มา: https://www.nationalgeographic.com/science/article/the-mu-variant-is-on-the-rise-scientists-weigh-in-on-how-much-to-worry [21 กันยายน 2564]
SARS-CoV-2 Variant Classifications and Definitions. [ออนไลน์]. 2021, แหล่งที่มา:https://www.cdc.gov/coronavirus/2019-ncov/variants/variant-info.html [21 กันยายน 2564]

ออสเตรเลียทดลองเฮปารินพ่นจมูก หวังป้องกันโควิดได้ทุกสายพันธุ์

1

https://www.abc.net.au/news/2021-12-22/melbourne-researchers-trial-use-of-common-drug-to-combat-covid/100717224

ทีมวิจัยด้านชีวการแพทย์ประเทศออสเตรเลียเผยแพร่งานวิจัยการศึกษายาพ่นจมูกเพื่อป้องกันโควิด-19 โดยความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น (University of Melbourne) มหาวิทยาลัยโมนาช (Monash University) และมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด (University of Oxford) ร่วมกับหน่วยงานสาธารณสุขนอร์ทเทิร์น เฮลท์ (Northern Health) ของเมลเบิร์น สถาบันพีเทอร์ โดเฮอร์ตี (Peter Doherty Institute) สถาบันวิจัยเด็กเมอร์ด็อก (Murdoch Children's Research Institute) และองค์กรวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมเครือจักรภพ (CSIRO) โดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์นและโมนาช เชื่อว่าเฮปาริน (Heparin) ซึ่งเป็นยาที่มีฤทธิ์ป้องกันการแข็งตัวของเลือด สามารถทำลายโปรตีนสไปค์ของไวรัสโคโรนาได้ จึงได้พัฒนาสเปรย์เฮปารินพ่นจมูก ที่จะเคลือบอยู่ภายในรูจมูกโดยไม่ลงสู่ปอด

ศาสตราจารย์แกรี่ แอนเดอร์สัน (Gary Anderson) ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยสาธารณสุขเกี่ยวกับปอดในเมลเบิร์น กล่าวว่า "การศึกษาของเราแสดงให้เห็นว่าเฮปารินที่พ่นเข้าไปในจมูกสามารถห่อหุ้มและป้องกันไม่ให้ไวรัสแพร่ไปยังผู้อื่นได้" เนื่องจาก ไวรัสโคโรนาแพร่ระบาดสู่เซลล์ในจมูกเป็นลำดับแรกโดยจับกับเฮปารันซัลเฟตบนผิวเซลล์จมูก เฮปารินที่มีโครงสร้างคล้ายกับเฮปารันซัลเฟต จึงทำหน้าที่เป็นตัวขัดขวางและดักจับโปรตีนของไวรัส แทนที่จะจับกับเซลล์ของมนุษย์ โดยสเปรย์นี้ใช้ได้กับไวรัสโควิด 19 สายพันธุ์ที่รู้จักทั้งหมดรวมถึงโอไมครอนอีกด้วย เขากล่าวว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่สะดวก ราคาถูก สามารถลดการแพร่กระจายและการติดเชื้อโควิด 19 ได้
อย่างไรก็ตาม การทดสอบนี้กำลังดำเนินการในระดับห้องปฏิบัติการเท่านั้น โดยล่าสุดรัฐบาลของรัฐวิกตอเรียได้ให้ทุนสนับสนุนเพื่อทำการทดสอบในมนุษย์เป็นมูลค่า 4.2 ล้านเหรียญออสเตรเลีย (ประมาณ 100 ล้านบาท) โดยมีกำหนดเริ่มการทดสอบในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 นี้ ก่อนจะขยายไปสู่สังคมในวงกว้างมากขึ้น

 

เรียบเรียงโดย: อภิชญา กาปัญญา นักวิชาการ กองวิชาการวิทยาศาสตร์ สำนักวิชาการพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ อพวช.

ที่มาข้อมูล :
Australian researchers test nasal spray in fight against COVID-19. [ออนไลน์]. 2021, แหล่งที่มา: http://www.xinhuanet.com/english/20211224/011d0f9c97f54bbbacb00334ff15d0ad/c.html [25 ธันวาคม 2564]
Covid: Australian trial tests blood thinner as nasal spray. [ออนไลน์]. 2021, แหล่งที่มา:https://www.bbc.com/news/world-australia-59751702 [25 ธันวาคม 2564]
Australia: Researchers Trial Blood-thinning Drug Heparin As Nasal Spray To Combat COVID. [ออนไลน์]. 2021, แหล่งที่มา: https://workpointtoday.com/covid-omicron-spray/[25 ธันวาคม 2564]

สหรัฐอเมริกาอนุมัติฉีดวัคซีนโควิด 19 เข็มกระตุ้น ครอบคลุมประชากรวัยผู้ใหญ่

 

andrii ganzevych Vbvzt4BjdUU unsplash 1

 

ศุกร์ที่ 19 พฤศจิกายน 2564 คณะผู้ควบคุมกฎระเบียบ ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศขยายสิทธิ์ในการฉีดวัคซีนโควิด 19 เข็มกระตุ้น ให้แก่ประชากรวัยผู้ใหญ่ทุกคน ทำให้ชาวอเมริกันอีกหลายล้านคนได้รับภูมิคุ้มกันเพิ่มเติมสำหรับต่อต้านไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ท่ามกลางยอดผู้ติดเชื้อที่เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

โรเชลล์ วาเลนสกี (Rochelle Walensky) ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา (Centers for Disease Control and Prevention : CDC) ได้ลงนามขยายผู้มีสิทธิ์ฉีดเข็มกระตุ้น ในช่วงเย็นวันศุกร์ที่ 19 พฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา หลังจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (Food and Drug Administration : FDA) ได้ขยายขอบเขตการอนุมัติฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นแก่ประชากรวัยผู้ใหญ่ทุกคน สำหรับคนที่ได้รับวัคซีนของไฟเซอร์/ไบออนเทค หรือ โมเดอร์นา เข็มที่ 2 มาเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน ซึ่งก่อนหน้านี้คณะผู้ควบคุมกฎระเบียบ ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้อนุมัติให้ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นสำหรับผู้รับวัคซีนเข็มเดียวของจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน 2 เดือนหลังฉีดเข็มแรกไปแล้ว

วาเลนสกี ระบุว่า "วัคซีนเข็มกระตุ้นได้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพการเพิ่มการป้องกันการติดเชื้อและอาการรุนแรงได้อย่างปลอดภัยเป็นเครื่องมือสาธารณสุขที่สำคัญที่จะช่วยเสริมความเข้มแข็งในการต่อต้านไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019” หลังจาก 2 เดือน ยอดผู้ติดเชื้อลดลง สหรัฐอเมริการายงานว่า พบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในช่วง 2 สัปดาห์ ซึ่งเป็นผลมาจากการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์เดลตาที่แพร่เชื้อได้ง่ายมากขึ้น จากการที่ผู้คนใช้เวลาในบ้านร่วมกัน เนื่องจากสภาพอากาศในฤดูหนาว

นายแพทย์แอนโทนี เฟาซี (Dr. Anthony Fauci) ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อระดับสูงของประเทศสหรัฐอเมริกา ระบุว่า “วัคซีนเข็มกระตุ้นพร้อมกับอัตราการฉีดวัคซีนโดยรวมที่เพิ่มขึ้น จะช่วยให้ประเทศสหรัฐอเมริการอดพ้นจากสถานการณ์เลวร้ายของโรคระบาดใหญ่ในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา (FDA) ระบุว่า การตัดสินใจของพวกเขาอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่พบว่า วัคซีนเข็มกระตุ้นช่วยเพิ่มการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันต่อไวรัส ในผลการศึกษาต่าง ๆ ของวัคซีนโมเดอร์นาและไฟเซอร์/ไบออนเทค

นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มยังคงกังวลเกี่ยวกับกรณีของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบที่เกิดขึ้นน้อยมากในกลุ่มบุคคลวัยหนุ่มหลังฉีดวัคซีน โดยเฉพาะคนที่ฉีดวัคซีนของโมเดอร์นา อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากประเทศอิสราเอลแสดงให้เห็นว่า อัตราการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหลังฉีดวัคซีนไฟเซอร์เข็มที่ 3 นั้น อยู่ในระดับต่ำกว่าหลังการฉีดเข็มที่ 2

รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้เสนอฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้แก่ประชาชนทุกคนเป็นครั้งแรกในเดือนสิงหาคม แต่แนะนำให้ฉีดเข็มกระตุ้นอย่างเป็นขั้นตอน ท่ามกลางเสียงโต้แย้งจากผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขที่บอกว่ายังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะสนับสนุนความจำเป็นที่ต้องฉีดวัคซีนกระตุ้น

ที่ผ่านมามีชาวอเมริกันเข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นแล้วมากกว่า 32 ล้านคน แก่บุคคลที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ กลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป และบุคคลที่มีปัญหาสุขภาพ รวมถึงโรคอ้วน หรือคนที่มีอาชีพหรือสภาพความเป็นอยู่ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัส

ปัจจุบันมีชาวอเมริกันที่ฉีดวัคซีนครบถ้วนแล้วคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 60% โดยได้รับการฉีดวัคซีนไฟเซอร์/ไบออนเทคหรือโมเดอร์นา ครบ 2 เข็ม หรือวัคซีนจอห์นสันแอนด์จอห์นสันเข็มเดียว

 

เรียบเรียงโดย : ชนินทร์ สาริกภูติ นักวิชาการ กองวิชาการวิทยาศาสตร์ สำนักวิชาการพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์

ที่มาข้อมูล :
U.S. expands COVID-19 booster eligibility to all adults. [ออนไลน์]. 2021, แหล่งที่มา: https://www.reuters.com/world/us/covid-19-boosters-for-all-discussion-moves-cdc-2021-11-19/ [23 พฤศจิกายน 2564]
US regulators authorize Pfizer and Moderna Covid boosters for all US adults. [ออนไลน์]. 2021, แหล่งที่มา: https://www.theguardian.com/us-news/2021/nov/19/fda-covid-boosters-pfizer-moderna [23 พฤศจิกายน 2564]

 

 

วิกฤติแล้ว! ป่าแอมะซอนกำลังปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าดูดซับ

1

https://earth.org/amazon-rainforest-now-a-co2-source/

ผืนป่าแอมะซอน (Amazon rainforest) ป่าดิบชื้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีพื้นที่ขนาด 5.5 ล้านตารางกิโลเมตร กินพื้นที่ 8 ประเทศในทวีปอเมริกาใต้ ได้แก่ บราซิล, โบลิเวียร์, เปรู, เอกวาดอร์, โคลอมเบีย, เวเนซูเอลา, กายอานา, ซูรินาม และเฟรนช์เกียนา มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และมีบทบาทสำคัญในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) สาเหตุสำคัญของการเกิดภาวะโลกร้อน แต่ความจริงเหล่านี้กำลังเปลี่ยนไป

วารสารวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ (Nature) ได้เปิดเผยการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิจัยอวกาศแห่งชาติบราซิล (Brazilian National Institute for Space Research) ซึ่งนำเครื่องบินจำนวน 590 ลำ บินที่ระดับความสูง 4,500 เมตรเหนือป่าแอมะซอน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2010 ถึง 2018 เพื่อวัดความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) พบว่าผืนป่าขนาดยักษ์นี้ กำลังสูญเสียความสามารถในการดูดซับก๊าซเหล่านี้ไป โดยเฉพาะป่าแอมะซอนฝั่งตะวันออก

ป่าแอมะซอนฝั่งตะวันออกเป็นพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการทำลายป่า โดยเฉพาะในพื้นที่ทางฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีกลุ่มประชากรที่รุกล้ำป่าเพื่อขยายพื้นที่ทำเกษตร และปศุสัตว์ ประกอบกับความชื้นที่ลดลงเนื่องจากไม่มีต้นไม้ช่วยกักเก็บน้ำ ทำให้อัตราการเกิดไฟป่าในฤดูแล้งสูง และรุนแรงมากขึ้น ทำให้พื้นที่ป่าแอมะซอนฝั่งตะวันออกปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศมากกว่าที่ป่าดูดซับได้ถึง 3 เท่า

นี่คือสัญญาณเตือนภัยของโลกจากธรรมชาติ ที่แสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมการบริโภคทรัพยากรป่าอย่างไม่รู้จักพอ และการรุกล้ำพื้นที่ป่าเพื่อกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ ได้แซงหน้ากิจกรรมการอนุรักษ์พื้นที่ป่าไปแล้ว สถานการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นที่ป่าแอมะซอนเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นกับพื้นที่ป่าทั่วโลกอีกด้วย ถึงเวลาแล้วที่เราทุกคนต้องหันกลับมาทบทวนพฤติกรรมของตัวเอง และเริ่มต้นการอนุรักษาพื้นที่ป่าอย่างจริงจัง ก่อนที่สถานการณ์สิ่งแวดล้อมจะถึงจุดวิกฤติร้ายแรงที่ไม่อาจแก้ไขได้อีกต่อไป

เรียบเรียงโดย: ปวิตา ลิขิตเดชาโรจน์ นักวิชาการ กองวิชาการวิทยาศาสตร์ สำนักวิชาการพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ อพวช.

แหล่งข้อมูล:
Amazon. [ออนไลน์]. 2021, แหล่งที่มา: https://www.worldwildlife.org/places/amazon [25 กรกฎาคม 2564]
Amazonia as a carbon source linked to deforestation and climate change. [ออนไลน์]. 2021, แหล่งที่มา: https://www.nature.com/articles/s41586-021-03629-6 [25 กรกฎาคม 2564]
Amazon Rainforest Is Now a Source of CO2 Instead Of Absorbing It. [ออนไลน์]. 2021, แหล่งที่มา: https://earth.org/amazon-rainforest-now-a-co2-source/ [25 กรกฎาคม 2564]
Amazon rainforest now emitting more CO2 than it absorbs. [ออนไลน์]. 2021, แหล่งที่มา: https://www.theguardian.com/environment/2021/jul/14/amazon-rainforest-now-emitting-more-co2-than-it-absorbs [25 กรกฎาคม 2564]

นักวิทยาศาสตร์ทดลองปลูกถ่ายไตสุกรในมนุษย์

BBC Marburg

https://www.livekindly.co/gunda-film-pig-sentience/

การปลูกถ่ายอวัยวะ (Organ Transplantation) เป็นหนึ่งในความหวังการบรรเทาความเจ็บป่วยของผู้ที่มีภาวะผิดปกติที่อวัยวะสำคัญในร่างกาย แต่จำนวนของผู้บริจาคอวัยวะสำหรับปลูกถ่ายกลับไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ที่รอรับบริจาคอวัยวะ นักวิทยาศาสตร์จึงได้วิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อเติมเต็มความต้องการอวัยวะ ต่อลมหายใจให้ผู้ป่วยนับล้านคนทั่วโลก

ทีมศัลยแพทย์จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก (New York University) ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ทำการปลูกถ่ายไตของสุกรที่ได้รับการตัดต่อพันธุกรรมให้ร่างกายไม่สร้างเอนไซม์ที่ชื่อ แอลฟากาแลคโตซิเดส (Alpha-galactosidase หรือ Alpha-gal) ซึ่งก่อให้เกิดอาการแพ้เนื้อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเป็นครั้งแรกของโลกเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2564 ในผู้ป่วยภาวะสมองตาย และครั้งที่ 2 ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2564 ในผู้ป่วยที่เพิ่งเสียชีวิต เพื่อทดสอบความเข้ากันได้ของอวัยวะจากสัตว์ที่ได้รับการตัดต่อพันธุกรรมเข้าสู่ร่างกายของมนุษย์

ดร. โรเบิร์ต มอนต์โกเมอรี่ (Dr. Robert Montgomery) ผู้อำนวยการสถาบันการปลูกถ่ายอวัยวะ มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก (N.Y.U. Langone Transplant Institute) ได้เปิดเผยว่าการทดลองปลูกถ่ายอวัยวะทั้ง 2 ครั้งประสบความสำเร็จด้วยดี โดยพบว่าไตของสุกรที่ได้รับการตัดต่อพันธุกรรมสามารถเข้ากันได้กับร่างกายมนุษย์ และทำงานได้อย่างปกติ แม้จะเป็นการทำงานในระยะสั้น ๆ ก่อนที่ร่างกายของผู้รับการปลูกถ่ายอวัยวะจะหยุดทำงาน และเสียชีวิตอย่างสมบูรณ์ นับว่าเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญในการศึกษาเกี่ยวกับเทคโนโลยีการปลูกถ่ายเนื้อเยื่อ หรืออวัยวะจากสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งสู่สิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่ง (Xenotransplantation)

สุกรเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีอวัยวะภายในร่างกายคล้ายกับมนุษย์ และมีขนาดของอวัยวะบางอวัยวะใกล้เคียงกัน สุกรจึงอาจเป็นแหล่งผลิตอวัยวะทดแทนที่ยั่งยืน และปลอดภัย ทั้งนี้ ดร.มอนต์โกเมอรี่ แสดงทัศนะว่า หากสุกรต้องถูกฆ่าเพื่อเป็นอาหารของมนุษย์อยู่แล้ว การใช้สุกรเป็นแหล่งผลิตอวัยวะทดแทนก็อาจเป็นความหวังของผู้ป่วยที่รอการบริจาคอวัยวะทั่วโลกในอนาคตได้ ถึงแม้จะดูขัดแย้งกับความรู้สึกของผู้คนทั่วไปก็ตาม

 

เรียบเรียงโดย: ปวิตา ลิขิตเดชาโรจน์ นักวิชาการ กองวิชาการวิทยาศาสตร์ สำนักวิชาการพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ อพวช.

แหล่งที่มาข้อมูล:
US surgeons test pig kidney transplant in a human. ออนไลน์, 2021, แหล่งที่มา: https://www.bbc.com/news/health-58993696
Genetically Engineered Pig Kidney Successfully Transplanted Into Human In World First. ออนไลน์, 2021, แหล่งที่มา: https://www.iflscience.com/health-and-medicine/genetically-engineered-pig-kidney-successfully-transplanted-into-human-patient-in-world-first/ [29 ธันวาคม 2564]
Pig Kidney Successfully Transplanted Into a Human Patient For The First Time Ever. ออนไลน์, 2021, แหล่งที่มา: https://www.sciencealert.com/a-pig-kidney-has-been-successfully-transplanted-into-a-human-for-the-first-time [29 ธันวาคม 2564]
In a major scientific advance, a pig kidney is successfully transplanted into a human. ออนไลน์, 2021} แหล่งที่มา: https://www.npr.org/2021/10/20/1047560631/in-a-major-scientific-advance-a-pig-kidney-is-successfully-transplanted-into-a-h [29 ธันวาคม 2564]
Pig Kidney Successfully Transplanted Into Human Recipient For Second Time. ออนไลน์, 2021, แหล่งที่มา: https://www.iflscience.com/health-and-medicine/pig-kidney-succesfully-transplanted-human-recipient-second-time/ [29 ธันวาคม 2564]

เฝ้าระวังไวรัสโคโรนากลายพันธุ์ “โอไมครอน”

11

www.reuters.com/business/healthcare-pharmaceuticals/how-south-african-scientists-spotted-omicron-covid-variant-2021-11-30/

26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 องค์การอนามัยโลก (World Health Organization หรือ WHO) ได้เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 กลายพันธุ์ โอไมครอน (Omicron) ซึ่งถูกจัดให้อยู่ในระดับน่าวิตกกังวล (Variant of Concern : VOC) เช่นเดียวกับเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 สายพันธุ์แอลฟา (Alpha) เบตา (Beta) แกมมา (Gamma) และเดลตา (Delta)

ไวรัสโคโรนากลายพันธุ์โอไมครอน หรือ B 1.1.529 ถูกพบครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 ที่จังหวัดกัวเตง (Gauteng) ประเทศแอฟริกาใต้ (South Africa) โดยมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มจาก 77 คน เป็น 2,800 คน ภายในเวลา 1 สัปดาห์ และยังพบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนากลายพันธุ์ดังกล่าวซึ่งมีประวัติการเดินทางกลับจากประเทศแอฟริกาใต้ในหลายประเทศทั่วโลก เช่น ออสเตรเลีย อิสราเอล และฮ่องกง

จากการศึกษาเบื้องต้นของนักวิทยาศาสตร์ในประเทศแอฟริกาใต้พบว่า ไวรัสโคโรนากลายพันธุ์โอไมครอนมีการกลายพันธุ์ของยีนมากถึง 50 ตำแหน่ง โดยเป็นการกลายพันธุ์ที่โปรตีนบนส่วนหนาม (Spike protein) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำงานของวัคซีนโควิด 19 ถึง 32 ตำแหน่ง ที่อาจส่งผลให้ประสิทธิภาพของวัคซีนลดลง ทั้งนี้ยังพบว่า ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 กลายพันธุ์โอไมครอนมีตำแหน่งกลายพันธุ์เช่นเดียวกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์อื่นที่ถูกจัดให้อยู่ในระดับน่าวิตกกังวลถึง 9 ตำแหน่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับความรวดเร็วในการแพร่กระจายของเชื้อ

นอกจากนี้องค์การอนามัยโลกยังได้ให้ข้อมูลว่าการวินิจฉัยโรคโควิด 19 ด้วยเทคนิค RT-PCR ยังสามารถใช้ตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 กลายพันธุ์โอไมครอนได้ เพียงแต่ในบางห้องปฏิบัติการอาจไม่สามารถตรวจพบยีนของโปรตีนบนส่วนหนาม (S gene) หรือ S gene target failure (SGTF) เนื่องจากการกลายพันธุ์ของโปรตีนบนส่วนหนาม แต่ยังสามารถวินิจฉัยจากยีนในส่วนอื่นของไวรัสกลายพันธุ์ดังกล่าวได้

ขณะนี้ต่างประเทศได้กำหนดนโยบายเฝ้าระวังนักเดินทางจากประเทศในทวีปแอฟริกาที่มีรายงานผู้ติดเชื้อสายพันธุ์โอไมครอน เช่น แอฟริกาใต้ ไนจีเรีย บอสวานา เป็นต้น ทั้งนี้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 กลายพันธุ์โอไมครอนที่อาจแฝงมากับคนเหล่านี้ จึงต้องสวมหน้ากากอนามัยอย่างถูกวิธีเมื่ออยู่ท่ามกลางผู้คน งดการเดินทางไปในสถานที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ และรับวัคซีนโควิด 19 เพื่อลดการระบาดของโรคโควิด 19 ทุกสายพันธุ์

 

เรียบรียงโดย: ปวิตา ลิขิตเดชาโรจน์ นักวิชาการ กองวิชาการวิทยาศาสตร์ สำนักวิชาการพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์

แหล่งข้อมูล:
Classification of Omicron (B 1.1.529): SARS-CoV-2 Variant of Concern. [ออนไลน์]. 2021, แหล่งที่มา: https://www.who.int/news/item/26-11-2021-classification-of-omicron-(b.1.1.529)-sars-cov-2-variant-of-concern [2 ธันวาคม 2564]
Update on Omicron. [ออนไลน์]. 2021, แหล่งที่มา: https://www.who.int/news/item/28-11-2021-update-on-omicron [2 ธันวาคม 2564]
New Covid variant: How worried should we be? [ออนไลน์]. 2021, แหล่งที่มา: https://www.bbc.com/news/health-59418127 [2 ธันวาคม 2564]
How South African scientists spotted the Omicron COVID variant. [ออนไลน์]. 2021, แหล่งที่มา: https://www.reuters.com/business/healthcare-pharmaceuticals/how-south-african-scientists-spotted-omicron-covid-variant-2021-11-30/ [2 ธันวาคม 2564]

การฉีดวัคซีนโควิด 19 ในเด็ก

 1

3 กันยายน 2564 คณะกรรมการร่วมด้านวัคซีนและการสร้างภูมิคุ้มกันโรค แห่งสหราชอาณาจักร (UK’s Joint Committee on Vaccination and Immunisation; JCVI) มีมติให้ฉีดวัคซีนแก่เด็กอายุระหว่าง 12-15 ปีที่มีโรคประจำตัว 200,000 คน แต่ไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนแก่เด็กที่มีสุขภาพแข็งแรง เนื่องจากเด็กส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อโควิด-19 จะสามารถหายได้เอง และมีอาการน้อยมาก จึงไม่ควรเสี่ยงกับอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากผลข้างเคียงของวัคซีน เช่นอาการ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ อย่างไรก็ตามหลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศส อิตาลี อิสราเอล และไอร์แลนด์ ได้ออกมาเรียกร้องการฉีดวัคซีนแก่เด็กที่มีสุขภาพแข็งแรงในกลุ่มอายุดังกล่าว เนื่องจากหวั่นถึงผลกระทบระยะยาวในการหยุดเรียน ศาสตราจารย์ เจสัน ลีตช์ (Prof. Jason Leitch) ผู้อำนวยการคลินิกแห่งชาติของสกอตแลนด์แสดงความเห็นว่า “การขาดเรียนและการหยุดระบบการศึกษา เป็นปัญหาใหญ่ระยะยาวสำหรับเด็กมากกว่าอันตรายจากโควิด”

ขณะที่ ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ได้ประกาศคำแนะนำสำหรับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิดในเด็กอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไปเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2564 โดยแนะนำให้ฉีดเพียงวัคซีนชนิด mRNA (Messenger Ribonucleic Acid) ของ ไฟเซอร์-ไบออนเทค (Pfizer-BioNTech) เท่านั้น โดยกำหนดฉีดให้แก่กลุ่มเด็กที่มีอายุ 12-15 ปี ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงโรคเรื้อรัง ขณะที่กลุ่มอายุ 16-18 ปี ฉีดได้ทุกคน หากไม่มีข้อห้ามในการฉีด เนื่องจากมีสภาพร่างกายและการดำเนินชีวิตที่ใกล้เคียงกับผู้ใหญ่ สำหรับการฉีดวัคซีนแก่เด็กอายุต่ำว่า 16 ปีที่มีสุขภาพแข็งแรงรวมถึงการใช้วัคซีนชนิดอื่นๆ ในเด็ก ยังไม่มีคำแนะนำที่ชัดเจนที่เป็นสากล เนื่องจากอยู่ระหว่างการติดตามผลการศึกษาถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัย

 

เรียบเรียงโดย: อภิชญา กาปัญญา นักวิชาการ กองวิชาการวิทยาศาสตร์ สำนักวิชาการพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ อพวช.

ที่มาข้อมูล:
Covid: Call for clarity on vaccines for children. [ออนไลน์]. 2021, แหล่งที่มา: https://www.bbc.com/news/health-58450524 [9 กันยายน 2564]
Long Covid in children 'nowhere near scale feared'. [ออนไลน์]. 2021, แหล่งที่มา: https://www.bbc.com/news/health-58410584 [9 กันยายน 2564]
Vaccines: Long-Covid fears prompt jabs for school pupils call. [ออนไลน์]. 2021, แหล่งที่มา: https://www.bbc.com/news/uk-wales-58460364 [9 กันยายน 2564]
ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ฯ ไฟเขียวฉีดวัคซีนโควิด-19 เด็ก 12 ปีขึ้นไป [ออนไลน์]. 2021, แหล่งที่มา: https://www.prachachat.net/marketing/news-755719 [9 กันยายน 2564]

พบร่องรอยบรรพบุรุษมนุษย์นอกเหนือจากป้าลูซี่

1 g57F4qXXbJBcSdrTrGK6pg

https://www.smithsonianmag.com/smart-news/lucy-australopithecus-turns-41-180957384/

Australopithecus afarensis เป็นชื่อทางวิทยาศาสตร์ของบรรพบุรุษรุ่นแรก ๆ ของมนุษย์ซึ่งมีชีวิตอยู่เมื่อ 3 ล้านกว่าปีก่อน ซึ่งเรารู้จักกันในชื่อ ป้าลูซี่ (Lucy) โดยมีการขุดพบฟอสซิลในประเทศเอธิโอเปีย เมื่อปี พ.ศ. 2517 โดย โดนัลด์ ซี โยฮันสัน (Donald C. Johanson) นักบรรพชีวินชาวสหรัฐเมริกา ต่อมาในปี พ.ศ. 2521 ยังพบรอยเท้าของมนุษย์ของสายพันธุ์เดียวกับป้าลูซี่ที่ประเทศแทนซาเนียด้วย

ต้นเดือนธันวาคม พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา ได้มีการเผยแพร่ข้อมูลลงในวารสารวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ (Nature) เกี่ยวกับรอยเท้าซึ่งถูกค้นพบตั้งแต่ปี พ.ศ. 2519 ในประเทศเอธิโอเปีย ใกล้ ๆกับบริเวณที่มีการค้นพบป้าลูซี่ ซึ่งในครั้งแรก นักบรรพชีวินสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นฟอสซิลรอยเท้าของหมี แต่จากการศึกษาเพิ่มเติมทำให้พบว่าฟอสซิลรอยเท้านั้นอาจเป็นของบรรพบุรุษมนุษย์ที่มีสายพันธุ์แตกต่างจากป้าลูซี่

แม้จะมีการพบฟอสซิลกระดูก และรอยเท้าของสายพันธุ์อื่น ๆ นอกเหนือจากป้าลูซี เช่น Ardipithecus ramidus แต่เมื่อทำการศึกษาโดยการเทียบระหว่างลักษณะของรอยเท้า และฟอสซิล กลับพบว่ารอยเท้าที่ถูกค้นพบใกล้ ๆ กับบริเวณที่มีการค้นพบป้าลูซีไม่มีลักษณะที่ตรงกัน และเมื่อทำการเปรียบเทียบขนาดของระยะก้าว สัดส่วน และรูปทรงของรอยเท้ากับสิ่งมีชีวิตที่นักบรรพชีวินสนใจ ไม่ว่าจะเป็นหมีดำและลิงชิมแพนซี รวมถึงชนเผ่าดาษนาค (Daasanach) ชนพื้นเมืองดั้งเดิมซึ่งยังคงมีชีวิตอยู่ในประเทศเอธิโอเปียอีกด้วย โดยข้อมูลจากการศึกษาครั้งใหม่นี้พบว่ารอยเท้านั้นมีนิ้วโป้งเท้ายาวกว่านิ้วชี้ แต่ไม่เท่ากับลิงชิมแพนซี อีกทั้งมีรูปแบบการเดินที่แสดงถึงตำแหน่งของเข่า และสะโพกที่มีความคล้ายคลึงกับมนุษย์

ด้วยความสมบูรณ์ของฟอสซิลรอยเท้าดังกล่าว ร่วมกับการนำหลักฐานเก่าอื่น ๆ ขึ้นมาศึกษาใหม่ ทำให้นักบรรพชีวินพบว่าในช่วงเวลาเดียวกันนี้ในแผ่นดินทวีปแอฟริกาอาจมีบรรพบุรุษมนุษย์สายพันธุ์อื่น ๆ ที่เราอาจยังไม่รู้จักอาศัยอยู่ ทั้งนี้นักบรรพชีวินยังคงต้องทำการศึกษา และเก็บข้อมูลเพิ่มเติมต่อไปเพื่อประกอบข้อสันนิษฐานเหล่านี้ต่อไป

1

ภาพเปรียบเทียบ (ซ้าย) รอยเท้าปริศนา (ขวา) รอบเท้าของมนุษย์โบราณ Australopithecus afarensis 

เรียบเรียงโดย: นุชจริม เย็นทรวง กองวิชาการวิทยาศาสตร์ สำนักวิชาการพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ อพวช


แหล่งที่มาข้อมูล:
https://www.sciencenews.org/article/ancient-footprints-mysterious-hominid-lucy-species
https://www.nature.com/articles/s41586-021-04187-7

รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจำปี 2564

mink

เดือนตุลาคม พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา มีการประกาศชื่อผู้ได้รับรางวัลโนเบิลสาขาฟิสิกส์ ประจำปี พ.ศ. 2564 ให้แก่ นักวิทยาศาสตร์ 3 คน โดยรางวัลครึ่งหนึ่งมอบให้กับ เคลาส์ ฮาเซลมาน (Klaus Hasselmann) และ ซูคุโร มานาเบ (Syukuro Manabe) จากผลงานวิจัยด้านภูมิอากาศ และรางวัลอีกครึ่งหนึ่งมอบให้กับ จอจิโอ ปารีซิ (Giorgio Parisi) จากผลงานวิจัยวัสดุไม่เป็นระเบียบ และกระบวนการสุ่ม

ซูคุโร มานาเบ นักอุตุนิยมวิทยาอาวุโส แห่งมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน (Princeton University) ประเทศสหรัฐอาเมริกา เป็นผู้ริเริ่มจัดทำแบบจำลองสภาพภูมิอากาศเชิงกายภาพทางคอมพิวเตอร์ ในปี พ.ศ. 2510 โดยแบบจำลองนี้ สามารถเชื่อมโยงกับก๊าซเรือนกระจก (Green House Glass : GHG) ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และภาวะโลกร้อนได้ นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์ทางทะเล เช่น การละลายของแผ่นน้ำแข็งในประเทศกรีนแลนด์ เป็นต้น

เคลาส์ ฮาเซลมาน หนึ่งในผู้ก่อตั้ง และอดีตผู้อำนวยการสถาบันอุตุนิยมวิทยาแมกซ์พลังค์ (Max Planck Institute for Meteorology) ประเทศเยอรมัน ได้นำแบบจำลองของซูคุโรที่เชื่อมโยงปรากฏการณ์ระยะสั้นซึ่งสามารถก่อให้เกิดปรากฏการณ์ทางสภาพภูมิอากาศระยะยาวได้มาพัฒนา ทำให้แบบจำลองอากาศของเคลาส์สามารถคาดการณ์ทางอุตุนิยมวิทยาได้แม่นยำขึ้น และสามารถแยกแยะสาเหตุที่อุณหภูมิของชั้นบรรยากาศสูงขึ้นว่าเกิดจากกิจกรรมมนุษย์ หรือเกิดจากปรากฏการณ์ธรรมชาติ

จอจิโอ ปารีซิ นักฟิสิกส์ชาวอิตาลี จากมหาวิทยาลัยซาเปียนซาแห่งโรม (Sapienza Università di Roma) และสถาบันวิทยาศาสตร์ แอกคาเดอเมีย เดอิ ลินเซอิ (Accademia dei Lincei ) จอจิโอ อธิบายระบบอันซับซ้อนของโลหะผสมที่อยู่ในสภาวะแม่เหล็กไม่เป็นระเบียบที่เรียกว่า “สปินกลาส” (Spin glasses) ซึ่งการศึกษาระบบอันซับซ้อนเหล่านี้ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ทั้งในการศึกษาด้านชีววิทยาจนไปถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่เรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง

แม้ผลงานของจอจิโอจะมีความแตกต่างจากนักวิทยาศาสตร์สองคนแรก แต่ก็มีแก่นของเรื่องที่เหมือนกัน เพราะสภาพภูมิอากาศมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และไม่แน่นอน เช่นเดียวกับวัสดุที่มีความซับซ้อน และไม่เป็นระเบียบ นักวิทยาศาสตร์ทั้งสามคนจึงสามารถพัฒนาแบบจำลองทางฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ เพื่อเป็นเครื่องมืออธิบายและคาดการณ์ระบบอันซับซ้อนของปรากฎการณ์ทางสภาพภูมิอากาศได้อย่างกลมกลืน

1 g57F4qXXbJBcSdrTrGK6pg

(จากซ้ายไปขวา) ซุยคุโร มานาเบ, เคลาส์ ฮาเซลมาน และจอจิโอ ปารีซิ

https://www.nobelprize.org/prizes/physics/2021/press-release/

เรียบเรียงโดย: นุชจริม เย็นทรวง กองวิชาการวิทยาศาสตร์ สำนักวิชาการพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ อพวช

แหล่งที่มาข้อมูล:

Press release: The Nobel Prize in Physics 2021 [ออนไลน์]. แหล่งที่มา https://www.nobelprize.org/prizes/physics/2021/press-release/ [6 ตุลาคม 2564]
Climate modellers and theorist of complex systems share physics Nobel [ออนไลน์]. แหล่งที่มา https://www.nature.com/articles/d41586-021-02703-3 [6 ตุลาคม 2564]
Syukuro Manabe, Klaus Hasselmann and Giorgio Parisi win the 2021 Nobel Prize for Physics [ออนไลน์]. แหล่งที่มา https://physicsworld.com/a/syukuro-manabe-klaus-hasselmann-and-giorgio-parisi-win-the-2021-nobel-prize-for-physics/ [6 ตุลาคม 2564]

องค์การอนามัยโลกเตือนทั่วโลกเฝ้าระวังไวรัสนิปาห์

1596002963342 https://www.forbes.com/sites/brucelee/2021/09/07/nipah-virus-kills-12-year-old-boy-in-india-raising-outbreak-concerns/?sh=4215a3a7d08c

เดือนกันยายน พ.ศ. 2564 สำนักข่าวต่างประเทศ นำเสนอข่าวพบผู้เสียชีวิตจากโรคไข้สมองอักเสบนิปาห์ ในรัฐเกรละ (Kerala) ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศอินเดีย หลังจากเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลนาน 1 สัปดาห์ เนื่องจากมีไข้สูง

โรคไข้สมองอักเสบนิปาห์ เป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อแบบไม่แสดงอาการ ทำให้เกิดการติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจเฉียบพลัน ซึ่งองค์การอนามัยโลก (World Health Organization หรือ WHO) ให้ความสำคัญ เช่นเดียวกับโรคโควิด 19 (COVID-19) อีโบลา (Ebola) ซาร์ส (SARS) และเมอร์ส (MERS-CoV) เชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus) อยู่ในสกุล Henipavirus มีระยะฟักตัวของเชื้อประมาณ 4-14 วัน และอาจใช้เวลาฟักตัวนานถึง 45 วัน โดยในช่วงแรกผู้ติดเชื้อมักมีอาการเป็นไข้ ปวดศีรษะ ไอ เจ็บคอ และอาเจียน หลังจากนั้นภายใน 1-2 วัน จะเริ่มพบความผิดปกติที่สมองซึ่งส่งผลให้เกิดความผิดปกติของระบบประสาท

โรคไข้สมองอักเสบนิปาห์ ถูกตรวจพบครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2542 ที่ประเทศมาเลเซีย และเคยระบาดครั้งใหญ่ในประเทศอินเดียและบังกลาเทศมาแล้ว โดยมีค้างคาวผลไม้ขนาดใหญ่ ในสกุล Pteropus ที่มีเชื้อไวรัสเป็นพาหะนำโรคไปสู่มนุษย์ และสามารถติดต่อจากมนุษย์สู่มนุษย์จากการใกล้ชิดกัน รวมถึงการสัมผัสสิ่งปนเปื้อนสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้ออีกด้วย

การวินิจฉัยโรคไข้สมองอักเสบนิปาห์ค่อนข้างทำได้ยาก เนื่องจากในระยะแรกผู้ติดเชื้อมักไม่มีอาการจำเพาะของโรค จึงจำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีด้านชีวโมเลกุลโดยการนำปัสสาวะ น้ำมูก น้ำลาย เลือด และน้ำในไขสันหลัง มาตรวจหาเชื้อด้วยเทคนิค RT-PCR (Real Time Polymerase Chain Reaction) เช่นเดียวกับการตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ซึ่งต้องใช้เวลา และต้องทำโดยบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ

โรคไข้สมองอักเสบนิปาห์มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 40-75% และปัจจุบันยังไม่มียารักษาเฉพาะเจาะจง หากพบว่าติดเชื้อ แพทย์จะทำได้เพียงรักษาตามอาการเท่านั้น อีกทั้งโรคดังกล่าวยังไม่มีวัคซีนป้องกัน ทำให้องค์การอนามัยโลกเตือนให้หน่วยงานสาธารณสุขทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศในเอเชีย เช่น บังคลาเทศ ไทย มาเลเซีย ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ของค้างคาวผลไม้ ให้กำหนดมาตรการเฝ้าระวังเพื่อป้องกันการระบาดที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขของประเทศไปมากกว่านี้

 

เรียบเรียงโดย: ปวิตา ลิขิตเดชาโรจน์ นักวิชาการ กองวิชาการวิทยาศาสตร์ สำนักวิชาการพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์

ที่มาข้อมูล:
Authorities race to contain deadly Nipah virus outbreak in India. [ออนไลน์]. 2021, แหล่งที่มา: https://www.cbsnews.com/news/nipah-virus-outbreak-india-kerala/ [20 กันยายน 2564]
Nipah Virus Kills 12-Year-Old Boy In India, Raising Outbreak Concerns. [ออนไลน์]. 2021, แหล่งที่มา: https://www.forbes.com/sites/brucelee/2021/09/07/nipah-virus-kills-12-year-old-boy-in-india-raising-outbreak-concerns/?sh=4215a3a7d08c [20 กันยายน 2564]
Why The World Should Be More Than A Bit Worried About India's Nipah Virus Outbreak. [ออนไลน์]. 2021, แหล่งที่มา:https://www.npr.org/sections/goatsandsoda/2021/09/12/1035571714/why-the-world-should-be-more-than-a-bit-worried-about-indias-nipah-virus-outbrea [20 กันยายน 2564]
Nipah virus. [ออนไลน์]. 2018, แหล่งที่มา: https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/nipah-virus [20 กันยายน 2564]
Nipah virus (NiV). [ออนไลน์]. 2018, แหล่งที่มา: https://www.cdc.gov/vhf/nipah/index.html
[20 กันยายน 2564]

 

หน้าที่ 1 จาก 7
 
กรอกอีเมลเพื่อติดตามข่าวสาร